"Photography" โดย สำเภา

<แบบฝึกหัดการแต่งรูปให้น่าดู แบบง่าย ๆครับ click>

ต่อไปจะมาพูดถึงเรื่องถ่ายรูปกันหน่อยนะครับ จากพื้นฐานที่บ้านเป็นร้านถ่ายรูป และซื้อกล้องใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ตัว ทั้งกล้องฟิล์ม และดิจิตอล แต่ยังไม่ได้เป็นมืออาชีพ อะไรนักหนา แต่ว่าสนุกสนานกับมันมากหน่อย ตอนเด็ก ๆทำงานให้กับที่บ้านไม่ค่อยจะสนุกเท่าไร สิ่งที่ดีตอนเด็กก็คือ อุปกรณ์เหลือใช้พวก กล่องกระดาษ กระดาษดำ ฯลฯ นำมาทำของเล่นได้สนุกดี เช่นเอากล่องกระดาษอัดรูปเก่ามาทำเป็นกีต้าร์เล็ก ๆ โดยใช้สาย ยางรัดของมาพันรอบ ๆ เป็นสาย ดึงให้ตึงให้หย่อน ก็เป็นหลาย ๆเสียง พอถึงยุคของเล่นเป็น black board เขียนได้ลบได้ เห็นเพื่อนซื้อมา ก็เอามาดู เห็นเป็นเพียงกระดาษดำแข็งฉาบด้วยเทียนไข เอากระดาษไขมาปะหน้า เย็บติดนิดหน่อยกันเคลื่อน เอาไม้ชิ้นเล็ก ๆไม่แหลมนักมาเขียน ก็เขียนได้เพราะว่ากระดาษไขที่ถูกเขียนแล้วจะไปแนบกับกระดาษดำเคลือบเทียน พอต้องการลบ ก็แค่ลอกกระดาษไขออก ตอนนั้นก็ได้สนุกสนาน หลายอย่าง สิ่งที่ทำบ่อยก็คือกล้องรูเข็ม เรียนจากชั่วโมงวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน กล่องสีดำที่บ้านมีหลายแบบหลายขนาด ก็เอามาทำได้อย่างง่าย ส่วนตอนโตมาสนุกก็เพราะว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบถ่ายรูป ผมบังเอิญเป็นผู้ชายก็เลยชอบถ่ายรูปผู้หญิง เรื่องมันก็มีเท่านั้นเอง

ผมเรียนรู้การถ่ายรูปที่บ้านเริ่มแรก โดยการเอากระดาษอัดรูปที่เสียแล้ว คือบังเอิญไปโดนแสง แค่วินาทีเดียวก็เสียแล้วครับ แต่ลักษณะกระดาษ ยังเป็น สีขาวอยู่ คือหากทิ้งไว้นาน ๆมันจะออกม่วง ๆดำ ๆ ที่บ้านฟิล์มถ่ายบุคคลจะเป็นแผ่น ไม่ได้เป็นม้วน ขนาดประมาณเล็กกว่าโปสการ์ด นิดหน่อยสิ่งที่ทำก็คือ เอาแผ่นฟิล์มเนกาตีฟที่ ๆทีบ้านไม่ใช้แล้ว ผ่านการล้างฟิล์มอย่างถูกต้อง ดูเป็นภาพกลับสี คือผมขาว (จากผมดำ) เสื้อดำ (จากเสื้อขาว) เอาแผ่นฟิล์มมาวางทับบนกระดาษอัดรูปที่เสีย แล้วเอากระจกใสวางทับหน้าหลัง เอาไม้หนีบ ๆเข้าหากัน แล้วเอาไปวางตากแดด ที่ชายคาจากนั้นไม่นาน ส่วนกระดาษขาวที่เห็นก็มืดลง สีออกม่วงทึบหน่อย เก็บเอามาแล้วแกะออกจากกัน ตอนแรกจะตื่นเต้นมากเพราะว่ารูป ไปบันทึกบน กระดาษเป็นสีตามปกติ ดูรู้เรื่องว่าเป็นรูปใคร จากนั้นก็เก็บไว้ สองสามวันมาดูปรากฏว่ารูปจางหายไป ก็ไปคุยกับช่างทำรูป เขาก็บอกว่า เอาไปลงไฮโปสิ(ช่างหมายถึงเอาไปจุ่มในน้ำยาไฮโปในห้องมืด) หลักจากเอาเข้ามาจากแดดนะ เอาไปลงเลยมันจะหยุดการ เปลี่ยนแปลง จากนั้นผมก็เริ่มเข้าใจปฎิกิริยาของมัน ว่ามันเป็นน้ำยาหยุดปฎิกิริยาการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

ห้องมืดสมัยก่อนเป็นห้องมืดขาวดำ ผมเคยตามเข้าไปดูในห้องอัดรูป จะค่อนข้างมืด แต่จะติดไฟสีแดงครึ้ม ๆเอาไว้ ช่างบอกว่าสีนี้จะไม่ทำ ปฎิกิริยากับกระดาษอัดรูป ช่างบอกว่ากระดาษอัดรูปที่ซื้อมาจะต้องไม่เคยโดนแสงใด ๆเลย จนกระทั่งขั้นตอนการอัดรูปของเรา ขั้นตอนการ บันทึกแสง ตอนนั้นเห็นช่างกำลังขยายรูปขนาด 8 คูณ 10 รูปร่างเป็น projector ฉายคว่ำลงมาที่โต๊ะ ฟิล์มอยู่ในนั้นขนาดเล็กกว่า หากต้อง การจะให้ใหญ่ขึ้นก็จะยกห่างจากโต้ะ เหมือน ๆกับการฉายสไลด์ มีการปรับระดับความสว่างของแสงด้วย เขาฉายภาพฟิล์มนั้นลงบนโต๊ะ แสงก็ไม่สว่างเท่ากับแดดที่ผมเคยลองเล่นหรอกครับ เขาปรับ f stop ของเลนส์เครื่องอัดสักระยะหนึ่ง จากนั้นก็เอาฟิลเตอร์สีแดงบังไว้ เอากระดาษอัดรูปออกมาวาง จากนั้นก็เอาฟิลเตอร์ออก นับ ไประยะหนึ่งจากนั้นก็เอาฟิลเตอร์สีแดงมาบังต่อ ปิดไฟล์เครื่องอัดแล้วเอากระดาษออก ผมเห็นเลยว่ายังไม่มีรูปเกิดขึ้นบนกระดาษ ช่างก็เดินเอากระดาษเข้าไปในน้ำยาล้างรูป จากนั้นรูปก็ค่อย ๆเกิดจาง ๆเป็นเข้มขึ้น พอช่างเห็นว่าเข้ม เหมาะสมแล้วจึงหยุด แล้วก็เอาไม้หนีบ ๆเอาไปลงในน้ำยาไฮโป ไอ้เจ้าน้ำยาไฮโปนี้แปลกอย่าง เหมือนกับมันมีค่ากับบางคน เพราะบ่อย ๆ จะมีคน มาขอซื้อน้ำยาไฮโปเก่า นึกเหมือนกับว่าไปซื้อน้ำมันทอดกล้วยทอดเก่า ๆ อะไรแบบนั้น ได้ยินเขาบอกว่าจะเอาไปทำอะไรเกี่ยวกับเงิน คือเขาบอกว่า มันมีส่วนประกอบของเงินอยู่ ผมก็เรียนรู้ตอนนั้นแค่นั้น

ผมก็ได้เริ่มสรุป จากการที่ถามช่างที่บ้าน การถ่ายรูปก็คือการสร้างภาพตรงข้ามกับสีจริง(เนกาตีฟ)บนฟิล์มถ่ายรูปก่อน จากนั้นก็เอาไปฉาย บันทึกแสง ลงบนกระดาษที่เป็นเนกาตีฟอีกชั้น เพื่อจะได้เป็นภาพตรงกับธรรมชาติภายหลังนั่นเอง และระยะเวลาในการบันทึกแสงมีผลมาก ทั้งขั้นตอน การถ่ายและขั้นตอนการอัดภาพ มันคือแป๊บเดียวเองจริง ๆ เพราะฉะนั้นฟิล์มที่ซื้อมาจากร้าน เราจะบันทึกแสงได้เพียงครั้งเดียว คือแสงในลักษณะ ที่ เราเห็นแบบเดียวกับภาพกล้องรูเข็ม คือไม่สว่างมาก แต่เป็นภาพกลับหัว ที่กล้องทำก็คล้าย ๆกัน ดีกว่ามากตรง มีเลนส์ เพราะจะสว่างกว่ารูเข็มนั่น ช่วงนั้นผมเคยคิดจะทำกล้องจากรูเข็มเหมือนกัน แต่คิดระบบกล่องให้เก็บแสงไม่สำเร็จ โตเสียก่อนก็เลย เลิกเล่นไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับฟิล์มขาวดำ คือมีน้ำยาไวแสงเคลือบอยู่ และเป็นส่วนประกอบของเงินโบรไมด์ ฉาบอยู่เท่า ๆกัน แสงที่เข้มสว่างกว่า จะทำให้น้ำยา ยังคงติดอยู่กับฟิล์มต่อไป มากกว่าส่วนที่แสงน้อย เช่นส่วนในเงามืดของรูป หรือผมคน ในฟิล์มจะกลายเป็นใสสว่างกว่าหลังจากล้างฟิล์มเสร็จแล้ว เขาเลยเรียกฟิล์มพวกนี้ ว่าเนกาตีฟ เพราะได้ภาพสีตรงข้ามจากแบบ

ในเลนส์ที่เห็นตอนนั้นเป็นคล้าย ๆแผ่นไดอะแฟรม ปิดให้แคบ หรือเปิดให้กว้างได้ ปิดให้แคบจะเป็นตัวเลขสูง เปิดให้กว้างจะเป็นตัวเลขน้อยกว่า เราเรียกว่าเอฟสต๊อป กล้องสมัยใหม่เราจะไม่ค่อยได้เห็นเจ้าตัวนี้ปิดเปิดนัก เพราะว่าเจ้าตัวนี้จะถูกตั้งไว้ล่วงหน้า พอถึงคราวบันทึกคือกดชัดเตอร์ มันจะปิดลงมาแป๊บหนึ่ง ขั้นที่จะทำการบันทึกแสงลงฟิล์ม เนื่องจากผมเกิดทัน กล้องสมัยนั้นตอนปิด f สต๊อปเลขสูง จะปรับโฟกัส(ความชัด)ยาก กว่ามากเพราะมันจะมืดลง กล้องสมัยใหม่จะมีฟังชั่นการเช็คเรื่องการชัดลึก พอกดมาก็จะมืดลงเหมือนกัน แต่ความชัดเจนจะเพิ่มมากขึ้น และกว้าง มากขึ้นด้วย ผมจะค่อย ๆเล่าตอนหลังแล้วกัน

ผมเคยงงเหมือนกันว่าจะทำให้มันยากมาทำไมนะ ก็ถ่ายมันสว่าง ๆสิ มือจะได้นิ่งกว่าด้วย ชัตเตอร์จะได้เร็วขึ้นด้วย ผมจำไม่ได้ว่าพ่อผม หรือใคร สอนผมตอนนั้นให้หรี่ตามอง สังเกตุภาพที่แตกต่างตอนหรี่ตาสิ อืม ผมนึกได้แล้ว หากท่านผู้อ่านจะลองพิสูจน์ได้ดี ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส อยู่ริมประตูด้านที่มีแผ่นป้ายโฆษณาปิดอยู่ มองทะลุออกไปได้เพราะว่ามีรูมากมาย โดยเอาหน้าไว้ใกล้ ๆกับประตูหน่อยนะครับ พอเราหรี่ตาลง รูเหล่านั้นเริ่มที่จะขวางตาเรามากขึ้น เหมือนกับบอกว่า "ผมขอชัดด้วยคนนะ" ทำให้ มองภาพข้างนอกไม่ชัด กลายเป็นเห็นแต่ภาพมืด ๆมีรูเยอะ ๆ เท่านั้น คือเมื่อท่านหรี่ตา f stop ของตาเป็นเลขสูงขึ้น ทำให้แผ่นโฆษณาชัดด้วยเลยมาขวางตาเราสำเร็จ ปกติเมื่อเรามองผ่านรูเหล่านั้นออกไป เราจะเหมือนมองข้ามไปได้สบาย ชัดลึกและตื้น มีประโยชน์ตรงให้ความสวยงามของรูปที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะมีไว้เพื่อทำให้รูปมืดและ สว่างพอเหมาะกับฟิล์ม

ฟิล์มถ่ายรูปจะถูกกำหนดมาบันทึกแสง จุดประสงค์เพื่อให้เป็นภาพที่ดี เพราะฉะนั้นแสงปริมาณที่พอเหมาะจะได้ภาพที่ดี หากเราทำให้มืดด้วย f stop เราก็ชดเชยโดยการใช้ speed ของ shutter ให้ช้าลง หากเราต้องการภาพชัดตื้น ๆ เราเปิดแสงให้สว่างขึ้นด้วย f stop จากนั้นชดเชย ด้วยการปิด shutter เร็วขึ้น แน่นอนครับการถ่ายภาพกีฬาต้องการ speed shutter ที่เร็วเพื่อหยุด moment นั้นไม่ให้ไหวเกินไป หาก ต้องการให้ชัดลึกด้วย และบังเอิญสนามกีฬาอยู่ในร่มใช้แสงไฟฟ้าด้วย ก็ต้องใช้ฟิล์มที่ไวแสงสูงขึ้นมาใช้ ส่วนกล้องดิจิตอลสมัยใหม่ มีตัวให้ปรับ ได้เลยว่าต้องการความไวแสงแค่ไหน แต่เกรนของภาพก็จะหยาบลงนิดหน่อยตามไปด้วย ส่วนยุคฟิล์ม หากไม่ซื้อฟิล์มไวแสงรอไว้ ก็คงต้องถ่าย ไปแบบนั้นแต่ไป push ตอนขั้นตอนการล้างฟิล์มแทน คือล้างฟิล์มให้นานขึ้น เช่น ใช้ฟิล์ม iso100 แต่ตั้งค่าวัดแสงไว้ว่า iso 400 ก็ต้องบอก ช่างว่า push ไป 2 stop นะเป็นต้น คือถ้าลืมบอกช่าง ฟิล์มจะเสียคือ ใส่แจ๋วเลยล่ะไม่เห็นภาพ สรุปคือ หากคุณทำผิดไว้ค่าสม่ำเสมอทั้งม้วน คุณก็แก้ด้วยการล้างฟิล์มนานขึ้นทั้งม้วน ในอัตราส่วนที่คุณทำผิดไป ก็จะได้รูปที่ดีได้ เป็นต้น

แม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคของกล้องดิจิตอลแล้วก็ตาม ความรู้เหล่านี้จะทำให้คุณถ่ายรูปได้ดียิ่งขึ้นครับ เพราะหลักการพื้นฐาน ยังคงเป็นเรื่องเดิมอยู่ ไม่ได้หนีไปจากพื้นฐานของกล้องรูเข็มเท่าไร กล้องดิจิตอล ยังคงใช้ระบบ f stop และ shutter speed อยู่ เพียงแต่เขาทำให้มันเป็น automatic ขึ้น ระบบ auto ไม่ได้ทำให้ภาพสวยดั่งใจเราหวังทุกครั้ง แต่บางครั้งมันทำให้สวยกว่าที่เราคาดไว้เหมือนกัน ทุกอย่างมีเหตุผล ของมันเสมอ คงจะดีกว่า ถ้าคุณเข้าใจมันว่าทำไมมันถึงดีกว่าที่ตาเห็น หรือทำไมมันจึงแย่กว่าที่ตาเห็นนะครับ

ก่อนจะไปกันใหญ่โตของเบรคด้วยภาพไดอะแกรมแสดง การเปิดปิดของรูรับแสง สัมพันธ์กับเวลาการปิดเปิดของชัตเตอร์ก่อนนะครับ ดูภาพข้าง ล่างนี้เลย การเปิดสว่าง f stop ทำให้ตื้น การปิดมืดลง ทำให้ชัดลึก ชดเชยกับเวลาการปิดเปิดของ ชัดเตอร์ที่เป็นไปในทางตรงข้ามกันเสมอ

คนที่ถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอล แบบ compact หรือจากมือถือ จะเห็นว่าทำยังไงมันก็ไม่ชัดจะ ๆ คงเป็นเพราะส่วนใหญ่ ถ่ายภายใต้แสงไฟฟ้า หรือในร่มที่ครึ้มเกินไป ตอนนั้นกล้องคงตั้งอัตโนมัติ เปิด f stop สว่างสุดแล้วล่ะ และก็ยังมืดเกินไป เลยทำให้ shutter speed ดรอปลงมาช้า ลงไปอีก ถือกล้องนิ่งแล้ว แต่ว่าเวลาเปิดรับแสงนาน ก็เลยทำให้ภาพไหว ๆ ไป และก็แน่นอนอีกอย่างนึง ถ่ายที่สว่าง ๆก็ไม่ค่อยได้รูปสวยถูกใจ ชัดก็จริง แต่แสงแข็งโป๊กเลย เลยเลือกรูปที่ไหว ๆ นิด ๆ เบลอหน่อย ๆในที่ครึ้ม ๆ ก็ยังดีกว่า (พวกสาว ๆเขาชอบแบบนี้ล่ะ)

รูปราวตากผ้าอันนี้ ถ่ายโดยการ focus ที่ราวตรงกลางไว้ โดยปรับหน้ากล้อง f stop สองรูปไม่เหมือนกัน รูปซ้ายเปิดที่ค่า 5.6 รูปขวาเปิดที่ 36 ซึ่งปิดเป็นรูเล็กมาก รูปซ้ายจะแสดงความชัดตื้นกว่า เพราะราวอันขวาของรูปเบลอกว่า ส่วนรูปขวา ราวอันขวาจะคมชัดขึ้นกว่า รูปที่ชัดตื้นกว่า แสดงว่ารัศมีความชัดกระจายไปแคบกว่า ความชัดลึกนั้น หมายถึงรัศมีของความชัด กระจายไปกว้างกว่า ดังที่เห็นในรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะวัตถุ ด้วย รูปนี้ถ่ายใกล้ด้วยเลนส์เล็กปกติ เมื่อเข้าใกล้วัตถุ จะแสดงความชัดตื้นได้มากกว่า เมื่ออยู่ห่างจากวัตถุ ผมเลยต้องปิดหน้ากล้องแคบมาก ๆ เพื่อ จะทำให้สื่อความชัดลึกให้ชัดเจน ดังนั้นการจะชัดลึกหรือตื้น หรือเราจะรู้วิธีที่จะควบคุมมันได้ง่าย ๆคงต้องเป็นกล้องที่ค่อนข้าง advance เสีย หน่อยหนึ่ง

แต่กล้องออโต้ก็สามารถทำได้ครับ เพียงคิดไว้ตลอดว่า ชัดตื้นเปิด f stop เลขน้อย เช่นถ่ายรูปบุคคล ต้องการให้ฉากหลังเบลอ เป็นต้น หากต้องการให้ชัดลึกเช่น ถ่ายภาพหมู่ คนอยู่ห่างจากกล้องไม่เท่ากัน ใช้เลข f stop สูงหน่อย จะทำให้หน้าทุกคนชัดเคลียร์มากขึ้น และว่าอาจจะ ต้องมีพวกขาตั้งด้วยก็จะดี ส่วนเพื่อนคนที่ชอบหันหน้าไปมาตอนชัตเตอร์จะลั่น เราต้องคอยเตือนว่า ระวังหน้าจะเบลอคนเดียวนะ เพราะชัดเตอร์ จะช้าหน่อยนึง กล้องคอมแพคส่วนใหญ่เมื่อใช้แฟลชแล้วก็ตาม ในที่ ๆครึ้มหน่อยชัตเตอร์จะเปิดรับแสงนานนิดหน่อยเหมือนกัน เพื่อเปิดรับแสง ธรรมชาติเข้ามาด้วย เพื่อความมีมิติของภาพ เพราะฉะนั้นใคร ที่เคลื่อนไหว จะได้ภาพสองมิติแบบผี ๆ คือ ภาพส่วนที่ถ่ายติดด้วยแฟลชแล้ว ยังติดตอนหน้าที่กระดุกกระดิกไปด้วย ซึ่งน้อยครั้งจะฟลุ๊คสวยครับ ส่วนใหญ่เจ้าของจะไม่ชอบแน่นอน การเผื่อแสงธรรมชาติด้วยชัตเตอร์ เป็น ทั้งข้อดี และข้อเสีย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดี กล้องออโต้คอมแพคเล็ก ๆ ที่เป็นกล้องฟิล์ม จะได้ภาพที่สวยไม่เลวเลยทีเดียว สำหรับการถ่ายปาร์ตี้เล็ก ๆเพื่อความสนุกสนาน อีกอย่างเทคโนโลยีของฟิล์มได้พัฒนามาไกล มาก คือถ่ายแสงน้อยเกินไปนิดหน่อย ร้านอัดรูปจะแก้ได้โดยแทบจะสังเกต ไม่ได้เลย และภาพสามารถสวยได้ง่ายกว่า ราคากล้องประหยัดกว่า นี่ทำให้ใครหลายคนยังคงใช้มันอยู่ เพื่อนนักข่าวบางคนก็ยังใช้อยู่เลยครับ

จริง ๆแล้วตอนนี้ผม turn digital นานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าฟิล์มไม่ดี ทางเศรษกิจและการทำงานแล้วกล้องดิจิตอลให้ความสะดวก ขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังรักฟิล์ม อยู่และยังรู้และเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละอย่างได้ดี การวัดแสงของกล้องฟิล์มจะยืดหยุ่นได้ผิดนิดหน่อย แก้ได้ด้วย การอัดรูป ส่วนกล้องดิจิตอล ต้องตั้งใจวัดแสงนิดหน่อย หรือไม่ก็ถ่ายเผื่อ เพราะหากมืดเกินไปตอนแก้ไขจะทำให้เกรน หรือเม็ดสีของภาพ มีปัญหามองเห็นได้ แต่หากโอเวอร์หรือ แสงเกินไปล่ะก็ แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ผิดกับฟิล์มที่โอเวอร์ได้มาก และอันเดอร์ได้ ร้านอัดรูป ที่ชำนาญมาก และน้อย แก้ไขมันได้อย่างไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร

กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคทั่วไปที่ขายกันส่วนใหญ่ จะมาพร้อมกับช่องมองภาพแบบ paralax แต่คนมักจะไม่ชอบใช้กันเท่าไร แต่เขาก็มีไว้ให้ ผมตอนซื้อกล้องแบบนี้ตอนแรก จะชอบใช้เพราะเนื่องจากชอบถ่ายในที่แสงน้อย ๆ และไม่ชอบใช้แฟลชนัก ต้องการให้มือนิ่ง ๆ ถึงแม้จะใช้แฟลช ผมก็จะใช้ช่องมองภาพแบบนี้อยู่ดี เพราะเมื่อปราศจากขาตั้ง หากมองภาพจากจอมือเราจะสั่นมากกว่าตอนที่กล้องมาประทับที่หน้า ดังนั้น ในโอกาสที่จะต้องการมองจากภาพจากจอภาพหลาย ๆครั้ง ผมก็มักจะใช้ข้อศอกของมือข้างที่ถือกล้องมาอิงไว้ที่พุงที่มีมือของอีกข้างหนึ่งมารอง รับ ก็จะทำให้กล้องนิ่งขึ้นครับ และการกางเท้านิดหน่อยก็จะช่วยได้อีกหน่อย บางงานที่ผมถ่าย ลืมเอาขาตั้งกล้องไปด้วย แต่ต้องการแสงธรรมชาติ ไม่ต้องการแฟลช หลายงานถ่ายในโรงแรม ผมก็อาจจะใช้การพิงเสาคือเอากล้องไปแนบเสา หรือก็ยืมขาตั้งไมโครโฟนเอามาวางมือก็ช่วยได้ครับ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เมื่อแสงน้อย กล้องต้องการชัดเตอร์สปีดที่ต่ำ ความจริงแล้วหากต่ำประมาณ 60 เขาก็ต้องใช้ขาตั้งกันแล้วตามหลักทฤษฏี แต่การแหวกกฎนิดหน่อย คือคนเราบางครั้งภาพถ่ายบางทีก็ไม่ต้องการชัดขนาดเห็นสิว เพราะฉะนั้นชัตเตอร์สปีดช้าประมาณ 15 ก็ยังถือด้วยมือเปล่าอยู่เลย เรื่องนี้ต่างจิตใจ ต่างสถานะการณ์ ก็เลือกกันเองแล้วกันครับว่าต้องการภาพแบบไหน อธิบายเพิ่มหน่อยว่า ระบบ paralax แบบกล้องฟิล์ม หรือดิจิตอลเมื่อเราส่องทางช่องเล็ก ๆ ก็คงคล้ายกับเล็งปืนครับ ช่องเล็งให้เห็นแบบพอประมาณ ส่วนภาพที่เข้า ทางเลนส์ จะเปิดรับแสงเพื่อไปบันทึกที่ฟิล์มก็คือขั้นตอนกดชัตเตอร์เท่านั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นแนวกระสุนหากเทียบกับปืน เพียงแต่ว่าปืนยัง คงเป็นระบบ paralax จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครผลิตปืนแบบ SLR เลย(ว่าเข้าไปนั่น สุดจะเปรียบเทียบจังเลยผม)

จริง ๆแล้วกล้องถ่ายรูปแบบ paralax นี้มีมานานมากแล้วเป็นกล้องระบบแรก ๆที่ใช้กัน และก็ยังใช้อยู่สำหรับกล้องมือโปรที่ซีเรียส เพราะ การ กระดกขึ้นของกระจกของกล้องแบบ SLR มีผลทำให้เกิดการสั่นสะเทือน ทำให้ภาพเกิดการสั่นไหวได้กว่า ซึ่งต่อมากล้องโปรแบบ SLR เลยมีการ ล๊อคกระจกก่อนกดชัตเตอร์เพื่อกันการสั่นได้ต่อมาอีก อย่างไรก็ตามกล้องยี่ห้อง Leica ก็ยังผลิตกล้องฟิล์มที่เป็นระบบ paralax มาด้วย และอีกทั้งราคาก็แพงและยังคงความคลาสสิคอยู่ ข้อด้อยของระบบ paralax น่าจะเป็นการเหลื่อมของการถ่ายภาพที่ใกล้เข้ามามาก ๆ เพราะยิ่งใกล้ ก็ยิ่งคลาด ยิ่งไกลก็ยิ่งเป็นภาพที่เหลื่อมกันน้อยลง บางทีกล้องแบบ paralax จะให้กรอบภาพเลือก หากเข้ามาใกล้หน่อย จะมีอีกกรอบภาพให้อ้างอิงอีกอันหนึ่งด้วย ส่วนกล้อง SLR แก้ไขส่วนนี้โดยสิ่งที่เห็นในช่องมองภาพ จะเป็นมุมจริง ๆเลย แต่ก็จะบอกไว้ว่า ประมาณ 80 กว่าเปอร์เซนต์นะเรื่องขอบภาพน่ะ ไม่ใช่ what you see is what you get ทั้งหมด แต่หากอยากได้ 100 ก็ต้องซื้อ แพงหน่อยเหมือนกัน

เครื่องวัดแสง

เครื่องวัดแสงมีอยู่สองแบบด้วยกันคือ 1. เครื่องวัดแสงตกกระทบ และ 2. เครื่องวัดแสงสะท้อน

แบบที่ 1 แบบวัดตกกระทบมักจะเป็นแบบมือถืออย่างที่เราเห็นเหมือนลูกปิงปองครึ่งซีกนั่นล่ะครับ วัดได้อย่างแม่นยำมาก เพราะว่าวัดที่ปริมาณ แสงเลยคือเอาไปวัดที่ตัวแบบ คือไม่ว่าแบบจะตัวขาวตัวดำหรือใส่เสื้อขาวนักศึกษาหรือชุดครุยปริญญาก็จะวัดได้อย่างไม่พลาด โดยมากตอนนี้ จะมีการผลิตออกมาเป็นแบบรวมคือ วัดตกกระทบก็ได้ สะท้อนก็ได้ วัดแฟลชก็ได้ โดยมากจะมีราคาหน่อย มืออาชีพจะใช้กันครับ ปริมาณแสง จะบอกเป็นลักษณะค่าความสว่าง แล้วบอกตัวเลขสุดท้ายออกมาเป็น ค่าการตั้งหน้ากล้อง และชัตเตอร์สปีดเลย เครื่องวัดแสงแบบนี้ผมจะไม่ค่อย พูดถึง เพราะว่าไม่เคยใช้บ่อย และปัญหาน้อยกว่า ผมจะไม่ค่อยพูดถึงนะครับ

แบบที่ 2 แบบวัดแสงสะท้อน อยู่ในกล้องถ่ายรูปทั่ว ๆไปครับ จะใช้ยากก็ว่ายาก ง่ายก็ว่าง่าย มืออาชีพหลายคนที่ถ่ายรูปก็ไม่พึ่งพาแบบที่ 1 เท่าไร ชำนาญแบบที่ 2 ก็ใช้จนชำนาญ เหตุผลที่ว่าใช้ยากก็คือ วัตถุที่เราเห็นปกติเราเห็นจากการสะท้อนแสงของวัตถุ กล้องก็ทำหน้าที่เหมือนกับตาของ เราเลย จะเห็นได้ว่าวัตถุสีขาว จะสะท้อนแสงได้มากกว่าวัตถุสีดำ ส่วนกล้องจะ set มาตราฐานไว้ที่ค่าสะท้อนสีเทา 18 เปอร์เซนต์ ทำให้เมื่อเรา ไปถ่ายรูปหิมะเมืองนอก เราจะได้สีหิมะเทาตุ่น ๆ (หากตั้งกล้องแบบ auto) ส่วนเมื่อถ่ายคนที่ใส่เสื้อสีดำแม้ผิวขาวปกติ จะกลายเป็นขาวเว่อร์ไป (หากตั้งกล้องแบบ auto) กล้องที่ใช้ระบบ auto มืออาชีพหรือกล้องดี ๆหน่อยจะมีการชดเชยแสงให้ เช่นเมื่อจะถ่ายหิมะ หรืออะไรที่มีการ สะท้อนขาว จะชดเชยให้ over 1 stop หรือ 2 stop หรืออะไรระหว่างกลาง เช่นค่าชัตเตอร์ auto ตั้งไว้ที่ 500 คุณก็อาจจะชดเชยไปที่ 250 หรือ 125 เป็นต้น ส่วนเมื่อเจอคนใส่เสื้อดำ ก็มักจะชดเชยให้ under ลง คือบอกว่า ชัตเตอร์ 60 ก็ปรับไปที่ 125 เลย เวลากะ under ให้เหนียว ๆ ไว้หน่อยคือไม่มากขนาด 2 stop นัก(โดยประมาณนะครับ) ส่วนกล้องที่ให้เราปรับแบบ Manual หากเราเชื่อเครื่องวัดแสง 100 ปรับตรงเด๊ะ ตลอดเวลาที่เครื่องวัดแสงบอก วิธีการคุณก็คล้ายกับคนปรับ auto เลยครับ ทางเลือกก็คือเลือกค่าวัดแสงให้เว่อร์ หรือให้อันเดอร์ กว่าที่เครื่องบอก แล้วแต่สถานะการณ์ที่เจอการสะท้อนแสงจากวัตถุต่างประเภทกัน

กล้องดิจิตอลคอมแพคโดยทั่ว ๆไปจะปรับแบบ auto ครับ บางรุ่นก็จะมี manual ให้ด้วย ผมเคยใช้กล้องรุ่นหนึ่งปรับแมนนวลสนุกมาก ดูที่จอ ภาพจะเห็นผลเลย สามารถปรับแสงได้อย่างใจ แต่จะใช้เวลานิดหน่อย คุณภาพดีกว่าปรับ auto แล้วชดเชยด้วย เพราะบางครั้งการชดเชยผิดค่า ก็ทำให้เวอร์เกินเหตุเหมือนกัน ผมเคยสอนหนังสือและก็เล่าเรื่องนี้ให้เด็ก ๆฟังว่าระบบ auto ของกล้องนั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดของการ ถ่ายรูปทุกสถานะการณ์ โดยเฉพาะกล้องดิจิตอล หากคุณเป็นคนมองหารูปสวย ๆที่ถ่ายได้จากกล้องตัวเองอย่างจริงจัง ส่วน auto จากกล้องฟิล์ม อย่างที่กล่าวข้างต้น จะได้ภาพสวยได้มากกว่า เพราะว่าฟิล์มยืดหยุ่นระดับแสงได้มากกว่า ผมไม่ได้ชักชวน หรือชักชวนให้กลับไปหากล้องฟิล์ม แต่ผมอยากให้ละเอียดเรื่องการวัดแสงจากกล้องดิจิตอลให้มากหน่อยเท่านั้นเอง เพราะไปปรับในคอมพ์ หรือตามร้าน เม็ดสีจะแตกไม่สวยได้หาก ต้องปรับในหน่วยที่มากเกินไป

หากกล้องคุณมาแบบ auto เพียว ๆ ปรับอย่างอื่นไม่ได้ หรือแบบ ชนิดมากับมือถือก็ คงต้องปล่อยให้สถิติการถ่ายของคุณพาไปแล้วกันนะครับ ว่าถ่ายสถานะการณ์นี้ ได้รูปสวย แบบนั้นไม่สวย ก็จำไว้ให้แม่น ก็จะ ได้รูปสวยบ่อยขึ้นแล้วกัน ผู้หญิงหลายคนชอบให้ถ่ายรูปตัวเองออกมาขาว ๆ ช่างกล้องดิจิตอลแบบ auto เลี่ยงให้เธอใส่เสื้อสีขาวนะครับ ให้ใส่เสื้อสีเข้มหน่อยหนึ่ง และละเว้นการถ่ายย้อนไปทางแสงที่สว่างกว่าหน้าแบบ ด้วยเพราะว่ายังไงก็จะหน้าดำแน่ ๆ เพราะชดเชยแสงไม่ได้ เพราะกล้องก็จะเข้าใจว่าแสงเยอะนะ ปิดหน้ากล้องแคบหน่อย หรือเอาชัตเตอร์เร็ว ขึ้นอีกก็แล้วกันนะ คือเมื่อกล้องเจอสีขาว ระบบอัตโนมัติก็จะคิดว่า อ๋อสีเทา 18 เปอร์เซนต์โดนแสงเยอะเกินนะ เอาลงหน่อยแล้วกัน รูปสีขาวเราเลย ไม่ขาวจริง ส่วนหากเจอวัตถุสีเข้มแบบรถสีดำ หรือคนใส่เสื้อครุยดำ ฯลฯ ระบบอัตโนมัติก็จะคิดว่า อ๋อ สีเทา 18 เปอร์เซนต์โดนแสงน้อยไปหน่อย นะเลยคล้ำไปนิด เพิ่มแสงหน่อยแล้วกัน และแล้วใบหน้าของคนเหล่านั้นก็เลยขาวจั๊ว เกินจริงไปเลย อะไรทำนองนั้นครับเพราะบังเอิญ สีดำกินเนื้อ ที่ส่วนใหญ่ของเฟรมภาพเราไป ส่วนความยืดหยุ่นอื่นเช่นการเน้นจุดใดจุดหนึ่งในการวัดแสง หรือเน้นทั้งหมดแล้วเอามาเฉลี่ย หรือ ระบบคอมพ์ ต่าง ๆที่กล้องรุ่นใหม่มืออาชีพบางรุ่น เอารูปหลาย ๆ ๆ ๆ รูปอ้างอิงเพื่อการเปิดรับแสงที่สมบูรณ์แบบต่าง ๆนั้น ผมยังไม่เคยได้ใช้ บางคนก็บอก ว่าดี บางคนก็บอกว่าพอได้ บางเรื่องผมก็พอรู้ อะไรไม่รู้ผมไม่พูดแล้วกันนะครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน

ตัวอย่างรูป รูปซ้ายถ่ายด้วยระบบ auto exposure ด้านขวาถ่ายด้วยระบบ manual แล้วเพิ่มแสงให้เกินไป 1 stop ชัตเตอร์ช้ากว่าคือ 60 ตึกทาด้วยสีขาว หากต้องการให้สว่างเหมือนตาเห็น ก็ควรเพิ่มการรับแสงเข้ามาอีกหน่อย พอดีเรายังเห็นความเป็นสีเทา หรือดำของหลังคามาก หน่อย สีขาวเหล่านั้นยังไม่ครึ้มเกินไป(เมื่อถ่ายด้วยauto) ยังคงนับว่าเกือบพอใช้ได้ทีเดียว สามารถแก้ความสว่างได้ในคอมพ์นิดหน่อยไม่เสียหาย แต่ก็รู้ไว้ใช่ว่าดีกว่า หากวันหนึ่งได้ไปถ่ายบรรยากาศหิมะล่ะก็ แค่ auto ไม่พอนะครับ ทั้งสองรูปข้างล่างตั้ง iso ไว้ 100 ครับ ถ่ายเวลาเย็นๆ ยัง มีแดดอยู่ รูปซ้ายดูคล้ายว่าค่ำกว่าเป็นจริงไปหน่อยนะครับ อย่างว่าละ มาตราฐานกล้องต้องตั้งค่าเป็นกลางเอาไว้ เผื่อให้เราเพิ่มหรือลดได้ ตามสี ของวัตถุที่สะท้อนแสง

หนังสือที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งคือ เทคนิคการวัดแสง ของ สุรเดช วงสินหลั่ง หากไปเดินตามร้านหนังสือ หามาอ่านไว้นะครับ เพราะว่าบอกอย่าง ชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมาเลย เป็นตำราที่เผยคำถามบางอย่างในใจของผมมาตลอด ความโอเว่อร์ หรือ อันเดอร์นั้น หลากหลายมาก และเป็น ศิลปะเหนืออื่นใด หนังสือจะให้คำตอบว่า เราจะถ่ายรูปให้เหมือนกับภาพที่เห็น หรือจะถ่ายให้สว่างกว่าที่เห็น หรือมืดกว่าที่เห็น ภาพที่ออกมาสวย หรือไม่สวย under หรือไม่ หลากหลายคำตอบมากเลยครับ บางทีผมเคยเจอร้าน ๆหนึ่งอัดรูปถ่ายกลางคืน เน้นดวงจันทร์ชัดและพยายามให้ได้ รายละเอียดของดวงจันทร์ ส่วนท้องฟ้านั้นดำมืด เขาอัดออกมาท้องฟ้าเทา ๆ ผมถามว่า ทำไมอย่างนี้ล่ะ เขาตอบว่า ท้องฟ้ามันอันเดอร์ ผมเลยถาม ว่าแล้วท้องฟ้าสีดำ ถ่ายให้พอดีจะได้สีอะไรล่ะ แล้วหากพอดีสว่างกว่านั้น รายละเอียดบนดวงจันทร์จะไปเหลืออะไร ผมเลยขอให้อัดใหม่ ท้องฟ้า มืดดำเลยครับ ดำสนิท โอ้โฮ รายละเอียดบนดวงจันทร์มาแล้ว นั่นคือยกตัวอย่าง การมองแตกต่างกันระหว่างคนสองโลก ความจริงจะไปว่าช่าง เขาหมดก็ไม่ได้หรอกครับ วันหนึ่ง ๆจะมีคนพิเรนท์ถ่ายแบบผมซักกี่คน เนื้อที่มืด ๆบนท้องฟ้า ในฟิล์มก็คือความใส่แจ๋ว มีจุดอยู่ตรงกลาง จุดอะไร หว่าเล็ก ๆ อัดแบบ auto แล้วกันว่ะ นั่นคือคำตอบของเขา ก่อนที่ผมจะไปบอกว่าดวงจันทร์บนท้องฟ้านะ ๆ อัดฟ้ามืด ๆ แล้วดวงจันทร์จะดีเอง ระยะหลังนี้ผมเลยหันมาเอาดีทางดิจิตอล เพราะว่าตั้งใจจะอันเดอร์หรือโอเว่อร์อะไร ทำได้อย่างใจ และบอกร้านว่าไม่ต้องปรับสีแสงของผมนะ หากร้านไหนดื้อไม่เชื่อผม ยังจะมาปรับอีก ผมก็ไม่ไปร้านนั้นอีกเลย เสียเงินแล้ว บอกว่าไม่ต้องปรับยังจะมาปรับอีก ก็ผมชอบของผมแบบนี้นี่นา ผมยินดีที่จะรับความผิดพลาดของตัวเองมากกว่า เสียเหรอ อ๋อ คราวหน้าเอาใหม่ ปรับรอบคอบกว่านี้แล้วกัน (ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับหนังสือ เล่มนี้นะครับ เพราะอย่างหนึ่งการบอกไปก็คือการเผยแพร่ความรู้ และอีกอย่างเวปผมก็คงไม่ได้ป๊อประดับโฆษณาอะไรแล้วได้เงินจริง ๆหรอก แค่ทำเพื่อความสนุกเท่านั้นเอง)