บทความเกี่ยวกับ ความจำเป็นหรือไม่ในการอ่านโน้ตได้ และยาก หรือง่ายแค่ไหนที่จะหัดได้เอง


 

หลายคนอาจจะเคยสงสัย ว่านักดนตรีเขาสามารถอ่านโน้ตได้อย่างไร คอนดัคเตอร์ที่อยู่หน้าวงดนตรี ฟังออกได้อย่างไรว่านักดนตรีคนไหนเล่นผิด โดยเพียงแค่ใช้ตามองโน้ต หรืออาจจะร้องเป็นเสียงโน้ตบอกนักดนตรีด้วยซ้ำว่าต้องเป็นเสียงไหน

แม้ว่าเทคโนโลยีจะไปสูงถึงขั้น เราแทบจะไม่ต้องรู้เรื่องดนตรีเท่าไรเลย เพียงแค่มีหัวคิดสร้างสรรค์ แยกความเพราะกับไม่เพราะ แยกความแตกต่างระหว่างเสียงได้ในระดับหนึ่ง ก็พอที่จะทำเพลง หรือแต่งเพลงได้กันแล้ว หรือก็ใช้เครื่องดนตรีคู่ใจของเราเป็นเครื่องเทียบเสียง

ในขณะที่มีโซนของผู้รู้กลุ่มหนึ่ง อาจจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ประหนึ่งจอมยุทธไร้กระบี่ เพียงแค่ใช้ตะเกียบก็สามารถฟาดฟันเป็นอาวุธได้แล้ว แค่เปรียบเทียบนะครับ พวกที่เขาเรียนดนตรีกันจริง ๆจัง ๆ เขาจะเรียนที่จะเรียนรู้ให้ถึงระดับนั้นจริง ๆ และจริง ๆแล้วหลายอย่างเราก็สามารถฝึกฝนด้วยตัวเองได้ด้วยในระดับหนึ่ง

คาร์ลออร์ฟ และโคดาย เป็นนักแต่งเพลงและนักวิชาการสอนดนตรีจากฮังการี่ได้เคยศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะทำให้ดนตรีเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและจริงจังและทำได้ง่าย ๆ เขาจะเรียกสิ่งนี้ว่าทฤษฎีซอลฟา เทคนิคซอลฟานี้ไม่ใช่แค่เรียกตัวโน้ตตัวใดตัวหนึ่งเป็นชื่อใดชื่อหนึ่งตายตัว แต่จะออกเสียงเหล่านั้นเพื่อลำดับความสำคัญว่าตัวอะไรทำหน้าที่อะไร หรือเราจะเรียกระบบนี้ว่า move do หากเราจะสังเกตง่าย ๆ โน้ตจบเพลงของเพลงคีย์เมเจอร์ จะร้องว่าตัวโดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคีย์ C major หรือว่า B major

ทฤษฏีการ move do ทำให้เราเข้าถึงการจำเสียงโดยใช้ความเข้าใจ มากกว่าเป็นความจำจริง ๆ ประหนึ่งกับเราจำเพลง ๆหนึ่งได้อย่างขึ้นใจ จนสามารถสลับร้องตัวโน้ต ถอยหน้าถอยหลังสลับกันไปมาได้

ทฤษฏีการ move do จะไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับสำหรับผู้ที่เรียนดนตรีระบบ fix do มาได้ขั้นหนึ่งแล้ว เหตุเพราะขี้เกียจไปท่องจำตัวโน้ตใหม่ และมันน่างงซะเหลือเกิน ทฤษฏี fix do จะร้องโน้ตตัว A เป็นตัว "ลา" เสมอไม่เคยเปลี่ยน ส่วนระบบ move do โน้ตตัว A เป็นตัว "ลา" ในคีย์ C เท่านั้น เป็นตัว "มี" ในคีย์เอฟ (เนื่องจากมันมาจากตัวที่ 3 ของสเกล หากเราไล่สเกลเป็น เราจะเริ่มจาก F G A ) และเราจะร้องตัว A ว่าตัว "เร" ในคีย์ G (เพราะมาตัวที่สองตอนเราไล่สเกล G โดยเริ่มจาก G A )

คือพวก move do ตำแหน่งของโน้ตเช่นบนคีย์บอร์ดที่fix ไม่เปลี่ยนแปลงคือ C D E F G A B อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ส่วน การร้องโด เร มี ฟา ซอล ลา ที เมื่อเปลี่ยนคีย์ ก็จะเปลี่ยนโด ไปอยู่อีกที่หนึ่ง เช่นคีย์ D เราจะร้องโน้ต D เป็นโด (คีย์ Bminor (relateive กับ D)จะร้อง D เป็นโดเช่นกัน) คีย์ G ร้อง G เป็นโดด้วย ส่วน fix do จะร้อง C เป็น โดเสมอ D จะเป็นเรเสมอ การ move do จะบอกว่า หรือแสดงความรู้สึกว่า โด คือ Tonic ของคีย์นั้นเสมอ ซอลก็คือตัวที่ห้าของสเกลเสมอ ฯลฯ หากอยากอ่านโน้ตได้ โดยตาเปล่าล่ะก็ ต้องพยายามฝึกระบบนี้อีกนิดหนึ่ง แล้วจะสนุกในวันหลังแน่นอนครับ หากคุณอายุเกิน 10 ขวบไปแล้ว ยากมาก ๆที่จะฝึก fix do แล้วจำเสียงได้และรุ้ทำนองได้จริง ๆ move do คือทางออกที่ผมแนะนำอย่างมาก

แต่การฝืนหรือการเปลี่ยนมาอ่านวิธีนี้ ทำให้คนที่ไม่มีทักษะในการจำเสียงแบบ perfect pitch สามารถที่จะอ่านโน้ตโดยการมองเท่านั้น สามารถรู้ทำนองได้ และสามารถที่จะบอกได้ว่า ใครเล่นผิดจากโน้ตที่เขียนไว้ได้ ซึ่งโดยปกติคนจะรู้ว่าเราเล่นโน้ตผิด ก็เกิดจากการกดเครื่องดนตรีเทียบ

คนเรามีธรรมชาติในการ move do ได้มานานแล้ว และโดยธรรมชาตินักร้องที่หัดร้องเพลงจากการฟัง จะมีระบบ move do ได้อยู่แล้วในตัวเอง แม่ที่ร้องกล่อมลูกแต่ละวัน ไม่ต้องกดเทียบเสียง ก็สามารถร้องเพลงกล่อมลูกได้เป็นเพลงเดิมทุกวัน แต่อาจจะเปลี่ยนคีย์ในแต่ละวัน แล้วแต่สุขภาพจะอำนวยให้ อาจจะไม่ตรงเสียงกับคีย์บอร์ดเลย แต่ว่าสัดส่วนต่างระหว่างโน้ตสมบูรณ์แบบในตัวเอง เราก็จะรู้สึกได้ว่า "ไม่เพี้ยน" แล้ว

คนที่เล่นกีต้าร์และร้องเพลงจนชำนาญแล้วจะรู้สึกว่า เราเล่นเพลงหนึ่งด้วยคอร์ด C Am F G7 เราจะสามารถเล่นเพลงเดิมนั้นได้ด้วยคอร์ด G Em C D7 ด้วย เพียงแค่ระดับเสียงร้องจะเปลี่ยนไป อาจจะสูงขึ้นหรือต่ำลงมาก ๆหน่อย ชื่อคอร์ดเหล่านั้นบอกได้คือสัดส่วนระหว่าง C ไป Am เป็นสัดส่วนเดียวกับ G ไป Em พอดี ในกลุ่มคอร์ดเหล่านั้น กลุ่มแรกตัว C เป็น Tonic หรือหัวหน้า ส่วนกลุ่มที่สองตัว G เป็น Tonic ก็คือบอกได้ว่าคีย์แรกคือคีย์ C คีย์ที่สองคือ G นักร้องจะไม่รู้ตัวว่ากำลังร้องคีย์อะไรอยู่เว้นไว้เสียจะติแค่ว่า คีย์นี้มันสูงไป หรือมันต่ำไปกว่าที่เคยร้องเท่านั้น หากร้องเคีย์ต่ำลง หรือสูงขึ้นไม่เกินครึ่งเสียง ก็แทบจะบอกไม่ได้ว่าคีย์เปลี่ยนไป

ตามรูป จะเห็นทำนองของคีย์ C จะเป็นอันบน ลองมองเทียบแนวนอนกับซ้ายมือ คือคีย์บอร์ดได้นะครับ จะเป็นสีเหลือง สีเขียว น้ำตาล ส่วนทำนองของคีย์ G ผมทำให้เป็นสีส้มซะ เพื่อการอ่านได้ง่าย วิธีการในคอมพ์ การเปลี่ยนคีย์ผมก็แค่ select โน้ตคีย์ C แล้วก็ลากลงมาเลย 5 ขั้นพรืดลงมาเลยทั้งตับ ซึ่งหมายความว่า อัตราส่วนทางภาพยังเหมือนเดิม แต่เสียงต่ำลง ตัวละเท่า ๆกัน ลองฟังเพลงด้วยนะครับ ด้านซ้ายเป็นคีย์ C ด้านขวาเป็นคีย์ G (แนวสีส้ม) เล่นคอร์ดวน คีย์ C จะเล่น C Am F G7 ส่วน G จะเล่น G Em C D7 และการเปลี่ยนคีย์ คอร์ด ผมก็เพียง select แล้วลากเป็นตับลงมาเหมือนกันเลยเช่นกัน (สังเกตให้ดีว่าคีย์ G จะมีการใช้ตัวโน้ต F# เอฟชาร์ปด้วย)

ทำนองและคอร์ดในคีย์ C major
ทำนองและคอร์ดในคีย์ G major

โน้ตจบที่อิ่มใจและมีความไพเราะเสมอคือโน้ตตัวโด และตัวโดจะให้ความรู้สึกเหมือนเดิมไม่ว่าในคีย์อะไร( เพราะเราจะร้องตัวโดใน Tonic Major ของแต่ละคีย์เสมอ) ซึ่งในคีย์ F คือตัว F ในคีย์ G คือตัว G คือชื่อเดียวกับชื่อคีย์ครับ หากเคยไปได้ยินพวก fix do ร้องบางครั้งโน้ตจบเขาคือตัว ซอล เพราะว่าเขาจะจำว่า G คือซอลเสมอ ซึ่งความรู้สึกเขาจะอยู่กับที่เสียง และกลุ่มเสียงแต่จะไม่ใช่ความรู้สึกที่ติดมากับชื่อนั้นแต่อย่างใด แต่การที่เราจะฝึก fix do ให้ได้ผลจริง ๆต้องทำตั้งแต่เด็กมาก ๆ และแทบจะต้องท่องจำเสียงทุกโน้ตบนคีย์บอร์ดได้ แต่ก็ไม่การันตีว่าคนที่จำเสียงได้จะเล่นดนตรีไพเราะทุกคน มันก็แค่จำได้ และบอกว่าตัวไหนเป็นตัวไหนได้เท่านั้นเองสำหรับบางคนที่กล่าวถึงนั้น

โคดาย และ คาร์ลออร์ฟ จะเน้นให้นักเรียนร้องเพลงตอนเด็กมาก ๆ เน้นให้ร้องถูกต้องตรงเสียง ให้ฟังแต่ดนตรีที่เล่นไม่เพี้ยน จากนักดนตรีเก่ง ๆ นำโน้ตร้องมาอิงกับระบบออกอารมณ์กับภาษาด้วย เพื่อให้เข้าใจซาบซึ้งมากขึ้น วิธีการร้องโน้ตออกมาเป็นที่ยอมรับแม้แต่ในระดับการเรียนรู้ดนตรีระดับสูงมาก ๆ ระบบการเรียนออร์ฟจะมีการตีเครื่องดนตรีไซโลโฟนประกอบการร้องเพลงไปด้วย เพื่อสร้างระบบความรู้สึกไปกับดนตรีด้วยการร้องและเครื่องดนตรีประกอบ ความจริงจะเป็นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ แต่ไซโลโฟนเล่นง่ายมากสำหรับเด็ก ๆ และเสียงจะไม่เพี้ยนไปเลยหากตีโน้ตถูกที่เท่านั้น

นักดนตรีที่เรียนดนตรีในระดับสูงจะถูกสอนให้ร้องเพลงไปด้วยประกอบกับการเล่นดนตรี หรือแม้แต่ครูบ่อยครั้งจะสั่งว่า ให้ร้องเพลงด้วยเครื่องดนตรีของคุณ ก็คือแสดงอารมณ์การเล่นดนตรี ให้เหมือนกับคนกำลังร้องเพลงนั่นเอง ดังนั้น จะเรียนดนตรีจริงจัง หรือหัดดนตรีจริงจัง อย่าอายที่จะร้องเพลง จำเสียงบางเสียงด้วยความรู้สึก แม้จะเป็นความจำชั่วคราว เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ช่วยการเรียนรู้ดนตรีได้อย่างมหัศจรรย์มาหลายรุ่นแล้ว และการร้องเพลงไม่ใช่เพื่อเป็นนักร้อง แต่ช่วยให้ความรู้ดนตรีของเราเติบโต และเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้อีกด้วย และเราสามารถตัดสินมันได้เหมือนกับ การตัดสินคำพูด เพราะเราเองก็เรียนคำพูดด้วยความรู้สึกมาก่อนนานแล้วเหมือนกันตั้งแต่เรายังเด็ก

ทดลองอะไรกันซักเล็กน้อยนะครับ ฟังเสียงเพลงที่ให้ แล้วตอบ choice ซักหน่อยว่าจะตอบได้หรือเปล่า มีแต่โน้ต do ray me และ sol เท่านั้น แต่ไม่ใช่คีย์ C นะครับ บอกเอาไว้ก่อน เป็นระบบ move do หากใครจะเข้ามาตอบ ส่วน iPad, iPhone หรือ Android คลิกที่นี่

do do sol sol do ray me ray ray sol sol do do me do do sol la do ray me
ข้อที่ 1 คลิก play แล้วฟังว่าตรงกับข้อไหน ก็คลิกใต้ข้อนั้นครับ

sol me ray do do sol do me ray do do sol do sol ray do do sol
ข้อที่ 2 คลิก play แล้วฟังว่าตรงกับข้อไหน ก็คลิกใต้ข้อนั้นครับ

sol do sol do do ray me me do me do do ray me sol do la do do ray me
ข้อที่ 3 คลิก play แล้วฟังว่าตรงกับข้อไหน ก็คลิกใต้ข้อนั้นครับ

me ray do do me ray do me ray do sol me sol do me ray do sol me ray do
ข้อที่ 4 คลิก play แล้วฟังว่าตรงกับข้อไหน ก็คลิกใต้ข้อนั้นครับ

do ray ray do me do sol do ray do ray do me sol do ray do ray me do sol
ข้อที่ 5 คลิก play แล้วฟังว่าตรงกับข้อไหน ก็คลิกใต้ข้อนั้นครับ

ลองทดสอบนะครับ หากคลิกไปหมดทุกอันก็รู้คำตอบอยู่ดีล่ะ ว่าง ๆ ผมจะมาสลับที่ update ให้ใหม่ ว่ายังตอบได้อยู่หรือเปล่า (update เปลี่ยน choice บางทีนะครับวันนี้ 2 พฤษภาคม1551)
พอคล่อง test อันนี้ไปต่อครับ ทดสอบการฟังเทียบบกับโน้ตตัวเขียนupdate9พค51

vdo dad in my heart

มี update แบบฝึกหัดเพิ่มเติมที่นี่ครับ <click>