"สัมภาษณ์ มาเรียม วง B5 "


มาเรียมครับ ตอนนี้วง B5 ทำอะไรกันอยู่ครับแต่ละคนทำอะไรกันบ้าง มีโครงการอะไรต่อไปครับสำหรับ B5 หลายคนอยากรู้ความเคลื่อนไหว ครับ

มาเรียม: ตอนนี้ทุก ๆคนก็มีเรื่องของตัวเองค่ะ เบนกำลังเตรียมสำหรับ solo album ของตัวเอง คิวกำลังทำงาน Flure เป็นอัลบั้มใหม่ ส่วนต๋อ กำลังศึกษาอยู่และช่วยงานพี่บอยด์ในสตูดิโอ เค็กตอนนี้กำลังอยู่ในอเมริกา ไปเรียนร้องเพลง ท่องเที่ยว ตอนนี้มาเรียมกำลังตั้งใจเรียนให้จบที่นี่ค่ะ

ตอนนี้ B5 ยังอยู่กับ Bakery Music หรือเปล่าครับ เล่าให้ฟังเท่าที่เล่าได้ก็ได้

จริง ๆแล้วตอนนี้ B5 แยกวงกันแล้ว มันเป็นเพียงแผนการของพวกเราที่จะออกอัลบั้มร่วมกันเท่านั้น แล้วจากนั้นก็ทำอะไรของใครของคนนั้นไป(พวก solo album และอื่น ๆ) แต่อาจจะมีบางครั้งที่พวกเราจะกลับมารวมตัวกันใหม่ในอนาคตด้วย Lebel ใหม่ชื่อ "Love is Music" ค่ะ

มาเรียมร้องเพลงตั้งแต่อายุเท่าไหร่ เรียนร้องเพลงอย่างไรบ้าง ตอนเด็ก ๆซ้อมร้องเพลงยังไง แล้วร้องเพลงเก่งมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า คือหมายความว่าชีวิตประจำวันคร่าว ๆของคนอยากจะเป็นนักร้องบ้าง ต้องทำอย่างไรบ้าง

มาเรียมร้องเพลงตลอดเวลานะคะ มาร้องเพลงจริงจังก็ตอนเข้าวงประสานเสียงเซนต์จอห์นค่ะเมื่อตอนอายุ 9 ขวบ มาเรียมไม่เคย เรียนร้องเพลง จากที่ไหนจริงจังจนกระทั่งมาอยู่ที่นี่ออสเตรเลียเพื่อเข้า performing arts hight school (โรงเรียนมัธยม เพื่อฝึกฝนด้านศิลปะ การแสดง)ใน Melbourne. สิ่งที่ทำปกติก็คือซ้อมทุก ๆวันด้วยความรู้สึกว่าอยากจะซ้อมด้วยค่ะ คือไม่เคยคิดบังคับตัวเองตอนไม่มีความรู้สึกอยากซ้อม เพราะ มาเรียมไม่คิดว่าเราจะเรียนรู้อะไรได้เพิ่มเติมหากสมองจิตใจร่างกายความคิดไม่ต้องการที่จะซ้อม มิเช่นนั้นมันก็จะเป็นการแสร้งทำ และมาเรียม คิดว่ามันไม่ดีที่เราจะเสแสร้งตอนร้องเพลง

ทำยังไงถึงได้มารู้จักกับคุณ บอยด์ โกสิยพงษ์

จริง ๆแล้วมาเรียมเป็นเพียงแฟนเพลงที่โชคดีเอง ตอนแรกรู้จักพี่บอยด์ตอนพี่บอยด์ทำ CD signing ที่ DJ สยามค่ะ แต่ต่อจากนั้นในปีเดียวกัน พี่บอยด์ก็ทำเรื่อง song writing workshop และมาเรียมก็กลายเป็น 1 ใน 5 คนที่พี่บอยด์เลือกที่จะสอนตอนนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นเลยค่ะ ตอน นั้นมาเรียมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเห็นอะไรในตัวมาเรียม เพราะตอนนั้นมาเรียมก็ร้องเพลงไม่ดีไปกว่าตอนอายุ 14 คงเป็นเพราะเขาเห็น จิตวิญญาณในตัวมาเรียม พี่บอยด์เลยขอให้ร้องแบคอัพให้กับคริสติน จากนั้นอีก 7 ปีถึงจะแนะนำให้รู้จักกับพวกหนุ่ม ๆวง B5 ค่ะ

ปัจจุบันเรียนอยู่ที่ไหน ประเทศไหน กำลังเรียนในสไตล์เพลงประภทไหนอยู่ ครูสอนที่นั่นเป็นยังไงบ้าง มีเพื่อนเยอะไหม

ปัจจุบันนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ Canberra School of Music (เป็นระดับเดียวกับมหาลัย แต่คำว่า Music School มาจากคำว่า Conser -vatory ซึ่งความจริงแล้วเป็นพวกเรียนดนตรีจริงจังกว่า University เสียอีกคือยากกว่า(ผู้แปล)) ประเทศออสเตรเลีย เรียนเอกร้องแจ๊สค่ะคณะครูคือเหล่าบรรดานักดนตรี Jazz ที่ดีที่สุดในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาทุ่มเทกับงานมาก พวกเขาจะช่วยทุก อย่างได้ในตอนที่มีปัญหาและก็รู้ว่าคุณพยายามอย่าง หนัก แล้ว พวกคณะครูไม่ชอบเด็กขี้เกียจ เขามีความคาดหวังสูงมากสำหรับนักเรียน และเขาจะไม่เกิดอาการโกรธ หากไม่ทำงานให้ลุล่วงได้สำเร็จ แต่คุณจะรู้สึกแววของความรู้สึกผิดหวังได้ และเชื่อเถอะค่ะยิ่งกว่าดุเสียอีก บางครั้ง มาเรียมอยากเลือกให้เขาโกรธมากกว่า ส่วนนักเรียนแจ๊ส ใน Jazz Department ทั้งหมดมีน้อยมากค่ะแค่ 30 คน ดังนั้นเราทุกคน จึงรู้จักกันและก็สนิทกันมาก ๆ

เรียนหนักไหม ตารางแต่ละวันทำอะไรบ้าง

ไม่ค่อยหนักค่ะ มาเรียมมีแค่ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เริ่มตอนวันจันทร์ มี Ensamble class เวลา 10 โมงเช้าถึงเที่ยง และกลุ่มนักร้อง(Vocal Group) จาก 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม วันอังคารมีเรียนร้องเพลงจาก 10 โมงครึ่งถึง 11 โมงครึ่ง และ ข้ามไปวันพฤหัสฯ มี Concert Practice จากเวลา 2 โมงครึ่งถึง 5 โมงเย็น คือ วันพุธ และวันศุกร์จะเป็นวันว่างค่ะ และก็มาเรียมก็มีเพื่อนเรียนแต่งเพลง และเรียบเรียงเสียงประสาน เป็นผู้หญิง เขาเพิ่งจะเสร็จงานเขียนอันหนึ่งสำหรับวงบิ๊คแบนด์กับนักร้อง เลยไปช่วยเขาใน Big Band class วันพุธเหมือนกัน

กลับมาแล้วจะมาสอนด้วยหรือเปล่า หรือว่าจะกลับมาร้องเพลงอย่างเดียว คิดว่าหลาย ๆคนอยากจะเรียนกับมาเรียม คาดว่าจะเปิดโรงเรียนสอนเองหรือเปล่า

มาเรียมเคยถูกรบเร้าเรื่องการให้สอนประมาณว่าเด็กอนุบาลเนี่ยค่ะ ร้องเพลงด้วยเต้นรำไปด้วยอะไรแบบนั้น มาเรียมชอบเรื่องแบบนั้นค่ะ ดูบริสุทธิใสสะอาดดี ทำให้ยิ้มได้ แต่การจะสอนใครร้องเพลงตัวต่อตัวนี่สิยังไม่แน่ใจ เพราะมาเรียมยังมีมุมมองที่แตกต่างในชั้นเรียนร้องเพลง อยู่เลย ไม่เคยเข้าใจจริง ๆเวลาครูสอนเทคนิค ตอนไปฝึกซ้อมก็ทำตามความรู้สึกว่าแบบไหนจะทำให้รู้สึกดีสำหรับตัวเองที่สุด พอฝึกนาน ๆไป สิ่งที่ครูสอนก็เริ่มชัดขึ้น เริ่มเข้าใจมากขึ้น ส่วนใหญ่การเรียนในชั้นของมาเรียมจะเป็นการคุยกับครูค่ะ และก็ได้ความรู้สึกเกิดแรงบันลาลใจกลับมา เช่นต้องการจะร้องเพลงนี้ในความหมายแบบไหน ซึ่งต่างจากความคิดในการเรียนร้องเพลงของคนทั่ว ๆไป พวกเขาเลือกที่จะร้องเพลง ในชั้นเรียน นั่นล่ะทำให้มาเรียมมีความแตกต่าง เลยไม่แน่ใจว่าแบบนี้จะสอนคนอื่นได้หรือเปล่า มาเรียมไม่เคยคิดตั้งโรงเรียนเองเลย ไม่ได้เกี่ยวกับ การชอบทำงานกับเด็กหรือเปล่านะ แต่มาเรียมไม่ค่อยจะเป็นแบบครู ๆเท่าไหร่ค่ะ

มีความเห็นอย่างไรบ้างกับวงการเพลงปัจจุบัน

เอาเป็นว่าขอตอบว่า "น่าสนใจค่ะ"

วัยรุ่นไทย กับวัยรุ่นต่างประเทศ มีอะไรที่แตกต่างกัน ใครเป็นผู้ใหญ่มากกว่า วัยรุ่นที่นั่นเที่ยวกันดึก ๆ แบบนี้หรือเปล่า เคยได้ยินว่าวัยรุ่นที่นั่น ทำงานพิเศษกันเยอะ เช่น พนักงานร้านวีดีโอ ตัดหญ้า ล้างรถ ฯลฯ เคยเห็นแต่ในหนังนะ จริง ๆแล้วเขาเป็นยังไงกัน


มาเรียมคิดว่าการที่ผู้คนจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก คงไม่เกี่ยวกับพื้นฐานด้านทางจรรยาเท่าไหร่ มาเรียมหมายความว่ามีเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ปาร์ตี้จนเช้าทุก ๆที่ในโลกนี้ มาเรียมว่าขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถูกเลี้ยงมาอย่างไรมากกว่า แต่วัยรุ่นที่นี่ทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินเพราะพ่อแม่ไม่ได้ให้เงิน แต่หลาย ๆ คนส่วนใหญ่ออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานเต็มเวลาเลย แต่ในเอเชีย การศึกษาดูจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

วัยรุ่นที่นั่นรู้จักการใช้เงินหรือเปล่า เทียบกับเพื่อน ๆของมาเรียมคนไทยด้วยก็แล้วกัน

ใช่เลยค่ะ เขาคิดมาก ๆก่อนจะทำหรือจะซื้ออะไร พวกเขาคิดมากก่อนจะไปดูหนัง หรือการจะออกไปทานอาหารนอกบ้าน
เพื่อนมาเรียมต้องใช้เสื้อโค้ทและมาเรียม ออกไปชอบปิ้งด้วยกัน เขาเจอเสื้อที่ดีมากแต่ว่าราคาตั้ง 200 ดอลล่าร์ แม้จะเป็นสิ่งที่เธอต้องใช้พอดีก็ตาม เขาก็คิดนานประมาณชั่วโมง โทรหาคนอื่นว่าคุ้มค่าไหมที่จะซื้อน่ะ นะคะแม้จะมีคนบางคนคิดเป็นเรื่องเล็กน้อยเอซื้อมาแล้วจะใช้หรือเปล่านะก็ซื้อก่อนแล้วกันอะไรแบบนั้น

คติ หรือสิ่งที่เป็นไกด์line แต่ละวันที่ใช้ชีวิตคืออะไรบ้าง เพราะหลาย ๆคนอยากเก่งแบบมาเรียม เผยเคล็ดลับในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วย

สำหรับมาเรียม เลือกที่จะคิดว่าการร้องเพลงเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่าจะคิดเรื่องพรสวรรค์ guide line ก็คือ "เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าใครจะว่าไง" เป็นสิ่งที่ศิลปินโปรดของมาเรียม "Sting" ร้องในเพลงฮิตของเขา "Englishman in New York" มาเรียมไม่มี ความลับในการร้องเพลง คิดอย่าเดียวตอนตื่นคืออยากฟังเพลง และทุก ๆวันก็จะหาเพลงที่จะทำให้เราอยากจะร้องเพลงมากขึ้น ค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาค่ะ

หวังว่าโอกาสหน้าคงจะให้โอกาส sunshineofmyart มาสัมภาษณ์อีกนะครับ

ด้วยความยินดีค่ะมาสเซอร์