พิเศษ รูปเมื่อตอนเข้าพบ มท.1 click
อาจารย์ดนตรีไร้สัญชาติที่มีลูกศิษย์ลูกหาคนไทยเต็มเมือง…
...ยกระดับความรู้ด้านดนตรี ให้เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทย
จนมีลูกศิษย์ไทยหลาย ๆ คน เป็นเจ้าของโรงเรียนดนตรี หรือไม่ก็เป็นอาจารย์ดนตรี และบุคคลที่เป็นลูกศิษย์เหล่านี้ ก็ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ดนตรีออกไปอีกในวงกว้าง ให้กับเด็กไทย...
...แต่อาจารย์อายุ ก็ยังไม่ได้เป็นคนไทย...
ลองอ่านและวิเคราะห์เรื่องราวดู
เพลงสำหรับอาจารย์อายุ โดยสมาชิกAC7
นักรบ แนวณรงค์
click เนื้อร้องโดย อ โสฬส คุปตรัตน์
และ นักรบ แนวณรงค์
อ่านลูกศิษย์อาจารย์อายุ 1สำเภา ไตรอุดม 2.สรศํกดิ์ กำเนิดศิริ 3.อัศวิน อบรมย์ 4.คุณปิยนุช กลิ่นอุบล
5. คุณธนภูมิ ศิริช่าง 6. คุณพรนภัส ไชยสถาน 7. คุณสุกิจ กุสาวดี 8. คุณนิพจน์ อุ่นใจ และอ้อ 9. คุณราเมศ คุปตรัตน
10. คุณโอม จันเตยูร 11.อาจารย์ ธวัช อัศวเดชาฤทธ 12.คุณสราวุธ บุรารักษ 13.อาจารย์ สุภัทรสรณ์ ศรีทองกูร
14.คุณจักรพันธ์ ธรรมอุโมงค 15 ไม่แสดงตน 16 ศิลา นามเทพ 17สมัคร กาใจคำ 18คุณเยาวมาลย์ เฉตระการ
19คุณปภาพร หวังวิศวาวิทย 20 คุณธเนศ วงศ์สิงห ์ 21 คุณวัชรชัย จาตุประยูร 22 คุณกล้วยไม้ ศักดิ์ชาตรีชาญ
23 จากศิษย์เก่ารหัส 0301 21 42 24 คุณชนกนัทธ์ ยอดมิ่ง 25 ซิสเตอร์ รวงกาญจนา ชินผา 26 แบงค์ (ปี1) ปี2549 27 คุณพิมพ์วิภา จ้อยสูงเนิน 28 คุณวรนาถ ( ฝน ) รหัสปี 49 29 คุณชลวิชญ์ นนทวาสี30 คุณภรดิษฐ์ ลิ้มเล็งเลิศ 31พลากร จันทราพร 32 อาจารย์ ธนะรัชต์ อนุกูล 33 จักร'49 34 คุณเดชเดชา พฤกษา 35 คุณณัฐกฤต ศรีสว่าง 36 คุณวีระ วัฒนะจันทรกุล 37 คุณธนบดี เกษสุวรรณ 38 อาจารย์ นิตยา จัง 39 คุณนพวรรณ สังขจันทร 40 ไม่แสดงตน 41น้ำขิงกับป๊อบ 42 พลวิทย์ โอภาพันธ 43 สมพงษ์ วงษ์ดี

อายุ นามเทพ : อาจารย์ดนตรีไร้สัญชาต
โดย พรรณี อมรวิพุธพนิช
เผยแพร่ใน คมชัดลึก เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548
เผยอาจารย์ดนตรี ม.พายัพ ไร้สัญชาติหนีภัยสงครามพม่า เข้าไทยนาน 49 ปี มีลูกศิษย์นักดนตรีค่ายเพลงดังเพียบ ทั่วโลกเชิญแสดงคอนเสิร์ตกว่า 50 ครั้ง แต่อดไปโชว์เพราะไม่มีบัตร เปิดใจต่อสู้เพื่อขอมีสัญชาติขนาดถูก จนท. ด่าหน้าด้านพร้อมไล่กลับพม่า

ปัญหาการให้สัญชาติกับกลุ่มผู้อพยพ ที่อาศัยอยู่ประเทศไทยมายาวนาน ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากกรณีของ 2 พี่น้องนักเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรแล้ว ล่าสุด "คม ชัด ลึก" ได้รับร้องเรียนจากนางอายุ โพ อาจารย์ภาควิชาดุริยศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ลี้ภัยการเมืองพม่าเข้ามาไทยตั้งแต่อายุ 1 ขวบ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีบัตรประจำตัวทำให้ต้องปฏิเสธคำเชิญไปแสดงดนตรีจากทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง ขณะเดียวกันเป็นผู้แปลพจนานุกรมดนตรีและหนังสือประวัติดนตรีสากล แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนกล้ารับ เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนชาติใดแน่ และไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ด้วย

อาจารย์อายุ เล่าว่า ประมาณปี 2499 อายุได้ 1 ขวบ ดร.ยอร์ช แมนซรา โพ พ่อได้นำครอบครัวลี้ภัยการเมืองจากพม่าหลบหนีเข้ามาไทย บริเวณด่านแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยแม่คือ นางแอกเนส โพและพี่สาวอีก 2 คน โดยตนและพี่สาวเข้าเรียนที่โรงเรียนเรยีนาเชลี วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ตนชอบเปียโนเป็นพิเศษ เนื่องจากแม่ฝึกให้เล่นตั้งแต่เล็ก จึงเลือกเรียนสาขาดนตรีจนจบระดับปริญญาตรี และอาจารย์บรูซ แกสตัน วงฟองน้ำก็รับเป็นลูกศิษย์ถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีให้อย่างต่อเนื่อง

ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อาจารย์อายุได้รับการติดต่อให้ไปแสดงดนตรี และทัวร์คอนเสิร์ตในฐานะคอนดักเตอร์ หรือผู้ควบคุมวงดนตรีประสานเสียง นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์สอนมีลูกศิษย์ เป็นนักร้องวัยรุ่นชื่อดังหลายคนเช่น วง "อะแคปเปลล่า 7" และ "อีทีซี"

Acapella7 ETC

อาจารย์อายุ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับการเสนอทุนไปเรียนต่อดนตรีจากสถาบันต่างชาติหลายแห่ง รวมถึงเชิญไปร่วมแสดงดนตรีสากลในงานคอนเสิร์ตระดับโลก แต่ไปไม่ได้เพราะไม่มีพาสปอร์ต ยกเว้นเมื่อปี 2521 สถานทูตเยอรมันตะวันตกได้ทำเรื่องไปยังกระทรวงต่างประเทศ เพื่อขอเป็นกรณีพิเศษโดยอ้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

"ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนพม่า หรือกระเหรี่ยง เพราะตั้งแต่อายุ 1 ขวบก็เติบโต เรียนหนังสือในประเทศไทย ตลอด 50 ปี เคยข้ามไปเที่ยวพม่าครั้งเดียวที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ยังรู้สึกไม่อุ่นใจต้องรีบเดินข้ามกลับ ที่ผ่านมาพยายามติดต่อหน่วยราชการ เพื่อขอสัญชาติไทย แต่ได้รับการปฏิเสธแถมโดนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต่อว่า หน้าด้านมาเอง เจ็บใจจนพูดไม่ออก วันนั้นพ่อก็ไปด้วยรู้สึกสงสารพ่อมาก" อาจารย์อายุ กล่าว

นอกจากอาจารย์อายุแล้ว ลูกชายที่เป็นแชมป์ดนตรียามาฮ่า ก็หมดโอกาสที่จะรับทุนการศึกษาด้านดนตรีจากต่างประเทศ และไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปแสดงยังต่างประเทศด้วย เพราะไม่มีผู้ปกครองเซ็นรับรอง อาจารย์อายุเล่าถึงชีวิตครอบครัวว่า ตนแต่งงานกับนักดนตรีชาวไทยชื่อนายเธียรชัย นามเทพ มานานหลายปี แต่ไม่มีสิทธิจดทะเบียนสมรส จนกระทั่งในปี 2521 ทางอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ ได้ยอมจดทะเบียนสมรสให้ เพราะเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เอกสารประกอบการไปแสดงดนตรีที่เยอรมัน ปัจจุบันสามีเสียชีวิตแล้ว โดยมีลูกชายด้วยกัน 2 คน ชื่อนายเรมีย์ และ นายศิลา ซึ่งได้รับสัญชาติไทยตามบิดา

ทั้งนี้ นายเรมีย์ นามเทพ วัย 25 ปี ปัจจุบันเป็นครูสอนเปียโนโรงเรียนดนตรีเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ตนได้รับการถ่ายทอดดนตรีจากแม่ เล่นเปียโนจนชนะหลายรายการตั้งแต่เด็ก และเคยเป็นแชมป์รายการแข่งขันดนตรียามาฮ่าระดับประเทศด้วย นายเรมีย์ยอมรับว่า ตอนเด็กไม่มีโอกาสไปโชว์ต่างประเทศเหมือนกับเพื่อนๆ ที่เป็นแชมป์ด้วยกัน เพราะแม่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่สามารถเซ็นรับรองเอกสารต่างๆ ได้

นายศรัณย์ วงศ์น้อย หรือ "แม็ค" นักร้องวงดนตรีวัยรุ่น "อะแคปเปลล่า 7" ค่ายแกรมมี่ กล่าวว่า พวกตนทั้ง 5 คน ล้วนเป็นลูกศิษย์อาจารย์อายุ ทั้งสิ้น โดยอาจารย์เล่นเปียโนเก่งมาก ส่วนเรื่องที่อาจารย์อายุยังไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ตนก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง

ขณะที่ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสัญชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งดูแลการขอสัญชาติไทยของอาจารย์อายุ กล่าวว่า ในทางกฎหมายแล้วแม้อาจารย์อายุจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวในไทย เพราะไม่ได้เกิดในไทยและพ่อแม่ไม่มีสัญชาติไทย แต่การย้ายมาอยู่ในไทยตั้งแต่ 1 ขวบ จึงเสมือนเกิดในประเทศไทย รวมถึงการแต่งงานกับคนไทยและมีลูกเป็นคนไทยอีก 2 คน

ดังนั้นจึงเข้ากฎเกณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 มาตรา 10 ระบุไว้ คือ 1. บรรลุนิติภาวะ 2. มีความประพฤติดี 3. มีอาชีพมั่นคง 4. มีภูมิลำเนาอยู่ในไทยไม่ต่ำกว่า 5 ปี และ 5. มีความรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดี

"อาจารย์มีคุณสมบัติตามที่มาตรา 10 กำหนดไว้ทุกอย่าง และยังมีความรู้ความสามารถทางดนตรีที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทย สามารถทำเรื่องขอสัญชาติไทยได้เลย แม้จะไม่เคยมีเอกสารราชการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเอกสารพวกนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ ขนาดฝรั่งที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่กี่ปี ยังให้สัญชาติไทยได้" รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

ด้าน นายลือชัย เจริญทรัพย์ เจ้าหน้าที่สำนักกิจการความมั่นคงภายใน กลุ่มชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้รับผิดชอบเรื่องการพิจารณาให้สัญชาติไทย กล่าวถึงกรณีของอาจารย์อายุว่า เป็นกรณีที่มีความผิดในการหลบหนีเข้าเมือง หากจะได้สัญชาติไทยต้องมีมติของรัฐมนตรีออกมา อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การให้สถานะที่ถูกกฎหมาย แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ ซึ่งต้องรอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติกำหนดวิธีการและระเบียบที่ชัดเจนออกมาเสียก่อน ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยยังไม่เคยมีกรณีให้สัญชาติไทย เพราะทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยมาก่อน

click ไปดูที่มาของไฟล์ข้อมูล

(จากแหล่งข้อมูลที่ 2)

เอกสารราชการฉบับเดียวคือ หนังสือรับรองให้ครอบครัวลี้ภัยอยู่ในเมืองไทยได้...เป็นเอกสารตั้งต้นได้หรือไม่ เนื่องจากไม่มีหนังสือเดินทาง..มีแต่ทางเดินอันลำบากยากเข็ญเพื่อหนีร้องมาพึ่งเย็นในประเทศไทย จึงไม่สามารถยืนยันหลักฐานได้ว่า เป็นคนสัญชาติใด...น่าอนาถจริง ๆ

ชีวิตดั่งนิยายของนักเปียโนไร้สัญชาติ

เมื่อเอ่ยถึงเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า “ เปียโน ” หลายคน คงนึกถึงครอบครัวของผู้มีอันจะกิน มีชีวิตสะดวกสบายกว่าคนทั่วไป ยิ่งหากบุคคลนั้นมีความสามารถในการเล่นเปียโนจนได้เป็นครูในมหาวิทยาลัยชื่อดังมายาวนานร่วมสามสิบปี รวมทั้งยังได้รับเชิญไปเปิดการแสดงในต่างประเทศหลายสิบครั้ง บุคคลท่านนี้จึงน่าจะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคมไทยและสังคมนานาชาติมากที่สุดคนหนึ่ง ทว่า ในชีวิตจริงของผู้หญิงที่ชื่อ “ อายุ นามเทพ ” อาจารย์สอนเปียโนวัย 50 ปีประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ที่ท่านกำลังจะได้รู้จักต่อไปนี้ กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ชีวิตของเธอเริ่มต้นไม่ต่างอะไรกับนิยายที่เริ่มเรื่องด้วยการให้นางเอกเกิดมาในครอบครัวของสังคมชั้นสูงของชาวกะเหรี่ยงในประเทศพม่า แต่ต้องพลัดพรากจากความพรั่งพร้อม ทุกอย่างในแผ่นดินเกิดเนื่องจากภัยสงครามกลางเมืองมาเป็นคนไร้สัญชาติในเมืองไทย เติบโตอย่างไร้ตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมายในสังคมไทย แม้ว่าตลอดเวลาร่วม 30 ปีที่ผ่านมา เธอจะ ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนเปียโนให้กับนักร้องที่มีชื่อเสียงมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น วงอีทีซี วงอะแคพเปล่าเซเว่น จิ๋วเดอะสตาร์ ด็อจ(วงโบกี้-ด็อจ) ครรชิต-ทิดแหลม แต่ปัจจุบันเธอก็ยังมีสถานะเป็นครูนักเปียโนไร้สัญชาติ พลาดโอกาสเดินทางไปแสดงความสามารถทางด้านดนตรีในต่างประเทศมานับครั้งไม่ถ้วน

อาจารย์อายุย้อนอดีตในวัยเยาว์ให้ฟังว่า เธอเกิดมาในครอบครัวของชนชั้นนำกะเหรี่ยงในช่วงที่ประเทศพม่ายังอยู่ภายใต้ อาณานิคมของอังกฤษ ช่วงเวลานั้น พ่อของเธอเป็นข้าราชการระดับสูง ส่วนแม่ของเธอเป็นนักเปียโนซึ่งได้รับการเลี้ยงดู ราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากคุณยายซึ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ครอบครัวของเธอเป็นผู้มีอันจะกินอันดับต้น ๆ ใน ประเทศพม่ายุคนั้น ( ในสมัยอังกฤษปกครองพม่า อังกฤษสนับสนุน ให้คนกะเหรี่ยงได้รับตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานราชการ) ทว่า ในช่วงที่เธออายุได้เพียงหนึ่งปี (ประมาณปี พ.ศ. 2500) สถานการณ์การเมืองเริ่มเปลี่ยนไป ผู้นำพม่าเกิดความขัดแย้งกับผู้นำกะเหรี่ยงและผู้นำชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองลุกลามไปทั่วประเทศ พ่อของเธอตัดสินใจอพยพครอบครัวมายังเมืองไทยด้วยหวังว่าจะทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งลูก ๆ ได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือต่อไป ทั้งคู่ได้รวบรวมทรัพย์สินและเครื่องประดับมีค่าทั้งหมดมาแลกเป็นค่าคนนำทางและการ
เดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย

การเริ่มต้นชีวิตในเมืองไทยของสองสามีภรรยาพร้อมด้วยลูกน้อย 8 คน ( ปัจจุบัน 2 คนอยู่ที่ประเทศพม่า) เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะฝ่ายภรรยาเติบโตมาดั่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ส่วนสามีเป็นข้าราชการที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษดีเยี่ยม แต่ต้องเริ่มต้นชีวิตในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญ ฝ่ายภรรยาจึงนำความรู้ด้านการทำเบเกอรี่ที่มีอยู่ออกมาใช้ทำขนมปังแบบต่าง ๆ ออกมาขาย ขณะที่ฝ่ายสามีรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับลูกผู้นำท้องถิ่นและผู้มีอันจะกินในอำเภอแม่สะเรียง แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเช่นในอดีต แต่ฝ่ายสามีก็ยังพยายามหาของขวัญมาให้ภรรยาซึ่งมีความสามารถทางการเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กโดยการรวบรวมเงินที่มีอยู่หาซื้อออแกนมาให้ภรรยาได้เล่นคลายเหงา และออแกนตัวนี้ได้กลายเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่สร้างนักเปียโนหญิงคนนี้ให้กลายเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ผลิตบุคลากรทางด้านดนตรีมากมายหลายพันคนในเวลาต่อมา

อาจารย์อายุยังจำได้ดีถึงวันที่นิ้วมือเล็ก ๆ ของเธอได้สัมผัสคีย์บอร์ดสีขาวเป็นครั้งแรกว่า
 
“ ตอนอายุ 6 ขวบ พ่อเดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเห็นออร์แกน (เครื่องดนตรีคล้ายเปียโน) วางขายอยู่ก็เลยซื้อกลับมาให้แม่เล่น เพราะแม่เล่นเปียโนเก่ง คุณแม่ ก็เริ่มสอนลูก ๆ และเด็ก ๆ แถวนั้นด้วย แต่ไม่มีใครสนใจจริงจัง ในครอบครัวของตนเอง พี่น้องคนอื่นก็ไม่สนใจ มีแต่เราคนเดียว ” มา

สามปีต่อมา ขณะที่อาจารย์อายุได้ 9 ขวบ ชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ บาทหลวงในอำเภอแม่สะเรียง ( ครอบครัวของเธอนับถือศาสนาคริสต์) ได้ติดต่อขอให้ซิสเตอร์หรือแม่ชีประจำโรงเรียนเรยีนา จังหวัดเชียงใหม่ รับเธอเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ หลังจากนั้นครอบครัวของเธอก็ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความสามารถทางด้านเปียโนของผู้เป็นแม่ที่โดดเด่น ทำให้แม่ของเธอได้กลายเป็นครูสอนเปียโนที่โรงเรียนดนตรียามาฮ่าตั้งแต่ยุคแรก ๆ และเธอได้ร่ำเรียนเปียโนอย่างจริงจัง จนเธอได้กลายเป็นครูสอนเปียโนที่มหาวิทยาลัยรุ่นแรกที่เปิดภาควิชาดนตรีเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ทุกวันนี้

หากนับจำนวนลูกศิษย์ที่เคยเรียนเปียโนกับแม่และเธอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารวมกันแล้วตัวเลขคงอยู่ที่หลักพันเป็นอย่างแน่นอนลูกศิษย์เหล่านี้หลายคนได้กลายเป็นนักร้องชื่อดัง ของเมืองไทยในปัจจุบัน หลายคนเปิดโรงเรียนสอนดนตรีเป็นของตนเอง และหลายคนกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสังคม

แม้ว่าโชคชะตาจะกำหนดให้เธอผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านดนตรีที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ แต่โชคชะตาดูเหมือนจะกลั่นแกล้งไม่ให้เธอได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ด้วยการกำหนดให้เธอเป็น “ คนไร้สัญชาติ ” มีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนทางกฎหมาย เธอไม่เคยมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นของตนเอง บัตรประจำตัวเพียงใบเดียวที่บ่งบอกชื่อ “ อายุ
นามเทพ ” คือบัตรอาจารย์มหาวิทยาลัย สถานะคนไร้สัญชาติทำให้เธอต้องพลาดโอกาสในการเดินทางไปแสดงความสามารถทางด้านดนตรีในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง และยังส่งผลทำให้ลูกของเธอเคยสูญเสียโอกาสเดินทางไปเรียนดนตรีในต่างประเทศเช่นกัน

ปัญหาความไร้สัญชาติเกิดขึ้นจากการที่ครอบครัวของเธอต้องอพยพหนีภัยสงครามกลางเมืองมาอยู่เมืองไทยเมื่อ 50 ปีก่อน ในเวลานั้นพ่อของเธอได้ติดต่อยื่นหนังสือถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอลี้ภัยให้ครอบครัวของเธออยู่ในเมืองไทย ทางการได้ออกจดหมายรับรองให้ครอบครัวของเธอสามารถลี้ภัยอยู่ในเมืองไทยได้ เอกสารชิ้นนั้นจึงเป็นเอกสารราชการฉบับเดียวที่ทำให้เธอสามารถอยู่ในเมืองไทย ได้ร่ำเรียนหนังสือและเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทยจนถึงวันนี้ แต่ทว่า เอกสารฉบับนั้นไม่สามารถช่วยให้เธอได้รับสัญชาติไทย และเมื่อการเดินทางของเธอและครอบครัวจากประเทศพม่าเป็นการเดินทางข้ามพรมแดนแบบไม่มีหนังสือเดินทาง เธอจึงไม่มี หลักฐานใด ๆ ที่จะยืนยันว่าเธอเป็นคนสัญชาติใด และถึงแม้ว่าเธอจะแต่งงานกับคนไทยในเวลาต่อมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอมีสถานะเป็นคนไทย เนื่องจากเธอไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะยืนยัน สัญชาติเดิม เพื่อที่จะใช้หลักฐานนั้นมาใช้ประกอบการแปลงสัญชาติไทยภายหลังแต่งงาน
ปัญหาไร้สัญชาติเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตเธอครั้งแรกเมื่อเธออายุ 22 ปี ขณะนั้น เธอกำลังได้เข้าร่วมวงดนตรีของอาจารย์บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ และได้ร่วมแสดงดนตรีประกอบละครโอเปร่าของสถานบันเกอเธ่ ของสถานฑูตเยอรมันประจำกรุงเทพ ซึ่งจะต้องเดินทางไปเปิดการแสดงที่ประเทศสิงคโปร์และเยอรมัน แต่เนื่องจากเธอเป็นคนเดียวที่ไม่มีหนังสือเดินทาง

 

 

 

 

 

 

ดนตรีประกอบละครโอเปร่า ชูชก

พ่อของเธอจึงพยายามติดต่อกับทางราชการเพื่อทำหนังสือเดินทางให้กับเธอ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับไปในวันนั้นคือคราบน้ำตาและคำพูดเสียดแทงจิตใจที่เธอยังจำได้มาจนถึงวันนี้

“ เขาบอกว่าคนอย่างพวกคุณเสนอหน้าเข้ามาอยู่ที่นี่เอง แล้วไม่มีคนไทยคนอื่นแล้วหรือไงที่มีโอกาสได้ไปแสดงต่างประเทศครั้งนี้ ทำไมจะต้องเป็นพวกคุณด้วยก็ไม่รู้ ”

หลังจากกลับไปด้วยความผิดหวัง ทางผู้อำนวยการสถาบันเกอเธ่ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานจึงลองหาหนทางใหม่ที่จะทำให้เธอได้เดินทางไปแสดงครั้งนี้ เพราะหากขาดเธอไป การแสดงย่อมไม่สมบูรณ์ เขาจึงใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเยอรมันมาเป็นข้อต่อรอง โดยหากประเทศไทยไม่ออกหนังสือเดินทางให้กับเธอ เรื่องนี้อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต ในที่สุด การต่อรองดังกล่าว ก็เป็นผลสำเร็จ ทางการไทยจึงออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้กับเธอ และนี่นับเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของนักเปียโนหญิงไร้สัญชาติคนนี้ และเอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารชิ้นแรกที่หน่วยราชการออกให้เพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของผู้หญิงที่ชื่อ “ อายุ นามเทพ ” แต่น่าเสียดายที่มันเสียหายไปเนื่องจากน้ำท่วมบ้านของเธอเมื่อหลายปีก่อน

ในต่อเวลาต่อมา ปัญหาเรื่องสัญชาติได้ส่งผลกระทบต่อลูกชายของเธอทั้งสองคน ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “ เรมีย์ ” และ “ ศิลา ” ( ตามเสียงโน้ตดนตรีสากล) ทั้งสองคนได้รับการถ่ายทอดสายเลือด นักดนตรีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เรมีย์เป็นนักเปียโนและอิเลคโทน ที่ฉายแววความสามารถตั้งแต่เด็ก เขากวาดรางวัลชนะเลิศทางด้านอิเลคโทนมาหลายเวที รางวัลสูงสุดที่เคยได้รับคือการแข่งขันอิเลคโทนชิงแชมป์ประเทศไทยของโรงเรียนดนตรีสยามยามาฮ่าซึ่งเป็นสถาบันสอนดนตรีชื่อดังของเมืองไทย ส่วนศิลาถนัดเล่นกีตาร์และเครื่องเป่าหลายประเภท ทั้งสองคนเคยได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมแสดงดนตรีที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่ออายุ 13 ปีและ 12 ปี โดยครั้งนั้นการเดินทางไม่มีปัญหาเรื่องเอกสาร ใด ๆ เนื่องจากผู้จัดงานเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม

การเดินทางไปต่างประเทศของลูกเริ่มเป็นปัญหาหนักใจของเธอเมื่อตอนที่เรมีย์อายุ 15 ปี เรมีย์ได้รับการเสนอชื่อให้ไปเรียนดนตรีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ลูกของเธอหมดสิทธิได้ไป เนื่องจากผู้เป็นแม่เป็นบุคคลไม่มีสัญชาติ ส่วนสามีซึ่งเป็นคนไทยก็มาเสียชีวิตตั้งแต่ลูกยังเล็กจึงไม่มีใครสามารถเซ็นเอกสารรับรองการเดินทางให้กับเรมีย์ได้ เรมีย์จะสามารถทำหนังสือเดินไปต่างประเทศก็ต่อเมื่อบรรลุนิติภาวะอายุครบ 20 ปีเท่านั้น

 

เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ น้ำตาก็เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตาของผู้เป็นแม่ เธอยังจำได้ดีถึงความรู้สึกเสียใจหลังจากวิ่งเต้นติดต่อเอกสารให้กับลูก แต่สุดท้ายก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม

“ ครั้งนั้นเราพยายามมาก อยากให้เขาได้ไป วิ่งเต้นหลายที่ หลายคนพยายามจะช่วย ทั้งเพื่อนและลูกศิษย์ที่เรียนจบไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะแสดงว่าเป็นคนไทย บางคนบอกว่าจะช่วยแต่เขาขอค่าใช้จ่ายสามแสน เราจะหาเงินที่ไหนล่ะ เงินเดือนอาจารย์ทั้งปียังไม่หักค่าใช้จ่ายอะไรเลยยังได้แค่แสนกว่าเท่านั้น เราก็เลยหมดหวังไม่รู้จะทำอย่างไร ” ๆ

เรมีย์เล่าถึงความรู้สึกของตนที่ไม่ได้ไปอเมริกา ครั้งนั้นว่า

“ ไม่ได้รู้สึกเสียใจมากมาย เพราะคุณแม่บอกว่า อย่าคาดหวังอะไรเยอะ เรารู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าแม่ไม่มีบัตรและคุณแม่ลำบากมากแค่ไหน ”

ปัจจุบัน เรมีย์และศิลาได้รับบัตรประชาชนเป็นราษฎรไทยเต็มขั้นแล้ว ทั้งสองคนสำเร็จการศึกษาด้านดุริยศิลป์จากมหาวิทยาลัยพายัพ และสืบทอดงานด้านดนตรีต่อไป เรมีย์เป็นอาจารย์สอนอิเล็คโทนที่โรงเรียนดนตรีสยามยามาฮ่าจังหวัดเชียงใหม่และเป็นอาจารย์สอนพิเศษเปียโนตามบ้าน ส่วนซีลาเป็นนักดนตรี เล่นกีตาร์และเครื่องเป่าอยู่ที่ร้านอาหารชื่อดังริม แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนผู้เป็นแม่ยังคงมีสถานะเป็นคน ไร้สัญชาติและผลิตบุคลากรด้านดนตรีให้กับสังคมไทยต่อไป

ลูกทั้งสองคนบอกเล่าถึงความฝันหากแม่ได้บัตรประชาชนในสักวันหนึ่งว่า

“ ถ้าแม่ได้บัตรก็อยากพาแม่ไปทำบัตรสมาชิก หรือบัตรอะไรก็ได้ที่เป็นชื่อของแม่เอง เพราะที่ผ่านมาแม่ไม่เคยมีสิทธิทำบัตรสมาชิกอะไรเลย ”

ขณะที่ผู้เป็นแม่บอกว่า หากเธอได้บัตรประชาชนไทย เธออยากจะขยายความฝันบนเส้นทางดนตรีของเธอต่อไป เธออยากพานักเรียนของเธอไปเปิดแสดงคอนเสิร์ตในต่างประเทศ เพราะทุกวันนี้ เธอทำหน้าที่เป็นวาทยากรให้กับวงดนตรีออเคสตร้าของ มหาวิทยาลัย และได้รับเชิญให้ไปแสดงยังต่างประเทศอยู่หลายครั้ง แต่วงดนตรีของเธอต้องพลาดโอกาสไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากเธอไม่มีหนังสือเดินทาง และนั่นทำให้ลูกศิษย์ของเธอขาดโอกาสแสดงความสามารถให้ต่างประเทศรับรู้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีบัตรประชาชนไทย แต่เธอก็เป็นบุคคลสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมไม่น้อย เพราะเธอไม่ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่เธอทำงานประจำอยู่เท่านั้น หากยังใช้เวลาช่วงวันหยุดเป็นวิทยากรด้านดนตรีให้สถาบันอื่น ๆ ทั่วประเทศ ร่วมทั้งยังมีความฝันขยายงานทางด้านดนตรีต่าง ๆ อีกหลายโครงการ

“ ดนตรีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก แล้วนักดนตรีจะเป็นฮีโร่ของวัยรุ่น หากเราสอนให้นักดนตรีเป็นผู้สื่อความหมายทางความคิดดี ๆ คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ช่วยให้สังคมแข็งแรงที่สุด เราอยากทำงานด้านส่งเสริมและเผยแพร่ดนตรี ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เราอยากสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยทางด้านดนตรีให้คนทั่วโลกรู้จักมากกว่านี้ ”

แม้ว่าวันนี้ความฝันที่จะได้บัตรประชาชนไทยยังคงอยู่อีกไกล แต่ครูสอนเปียโนวัย 50 ปีท่านนี้ก็ยังคงหวังว่าสักวันความฝันของเธอจะเป็นความจริง และยังหวังเช่นกันว่า “ เราเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกได้เราคงไม่อยากเกิดเป็นคนมีปัญหา สิ่งที่อยากให้สังคมรับรู้คือมีคนมากมายที่ไม่ใช่แค่ตนเองคนเดียวที่มีสถานะเดียวกัน คนเราน่าจะมีโอกาสในชีวิตเท่ากันในฐานะที่เกิดมาเป็นคน ตนเองคิดอยู่เสมอว่า ทำไมต้องมีระบบพวกนี้ที่มาจำกัดเส้นกั้นประเทศต่าง ๆ จำกัดสิทธิของคน ”

click ไปดูที่มาของไฟล์

(จากแห่งข้อมูลที่ 3)

โปรด...ถามผู้มีอำนาจในการอนุญาตให้สัญชาติไทยว่า “ อาจารย์อายุ นามเทพ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย มากพอที่จะใช้มาตรา 11 หรือยัง ? ”..มีข้อเท็จจริง และความสมเหตุสมผล ในการให้สัญชาติไทยแก่ อาจารย์อายุ มายมาย ลองอ่านด

ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะให้สัญชาติไทยแก่คนหนีภัยความตายจากแผ่นดินพม่ามาสู่แผ่นดินไทย : กรณีอาจารย์อายุ นามเทพ
สรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๘

ข้อเท็จจริง

อาจารย์อายุ นามเทพ เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๘ ณ ปาพัน คอทุเรย์ ประเทศพม่า จากบิดาชื่อ ดร.ยอร์ช แมนชรา โพ และนางแอตแนส โพ ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้เป็นคนเชื้อชาติกะเหรี่ยง และมีสัญชาติพม่า

ปรากฏตามหนังสือที่ ๑/๒๕๐๙ ของด่านตรวจคนเข้าเมือง อำเภอแม่สะเรียง เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ ว่า ดร.ยอร์ช เป็น “คนอพยพลี้ภัยทางการเมือง” ซึ่งได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ด้วยว่า ดร.ยอร์ชและครอบครัวไม่อาจกลับไปยังประเทศพม่าได้ด้วยภัยทางการเมืองดังกล่าว

รัฐพม่าไม่เคยยอมรับความเป็นคนสัญชาติพม่าของอาจารย์อายุ และไม่ปรากฏว่า มีการยอมรับอาจารย์อายุในทะเบียนราษฎรของประเทศใดเลยในโลก

อาจารย์อายุเดินทางเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับบิดามารดาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๙ เธอได้เข้าศึกษาชั้นประถมปีที่ ๑ – ๒ ที่โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และต่อมา ได้มาศึกษาในโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ จนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ และจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยพายัพเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑

ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๑ อาจารย์อายุได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยกับนายเธียรชัย นามเทพ คนสัญชาติไทย บุคคลทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๒ คน กล่าวคือ (๑) นายเรมีย์ นามเทพ และ (๒) นายศิลา นามเทพ ซึ่งบุตรทั้งสองมีสัญชาติไทย นายเธียรชัยได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๘

อาจารย์อายุได้ทำงานเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาดุริยศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลับพายัพ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๑ จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลากว่า ๒๖ ปี ที่ได้สอนดนตรีให้แก่นักศึกษา

ความเหมาะสมที่จะให้สัญชาติไทยแก่อาจารย์อายุ นามเทพ

โดยพิจารณาธรรมชาติของหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐ เอกชนอาจมีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงอันอาจทำให้ได้สัญชาติไทยกับรัฐใดรัฐหนึ่งได้ใน ๒ ช่วงเวลา กล่าวคือ

ในขณะที่เกิด เอกชนอาจมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐ ๓ สถานะ กล่าวคือ ( ๑ ) รัฐเจ้าของถิ่นที่เกิด ( ๒ ) รัฐเจ้าของสัญชาติของบิดา และ ( ๓ ) รัฐเจ้าของสัญชาติของมารดา

ภายหลังการเกิด เอกชนอาจมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใน ๒ สถานะ กล่าวคือ ( ๑ ) รัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลในครอบครัวของตน และ ( ๒ ) รัฐซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับเอกชนโดยข้อเท็จจริง กล่าวคือ ( ๑ ) มีภูมิลำเนาอยู่ในรัฐเป็นระยะเวลานานพอที่จะมีความกลมกลืนกับสังคมของรัฐนั้นได้
( ๒ ) มีครอบครัวเป็นบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐนั้นได้ ( ๓ ) ทำคุณประโยชน์ให้กับรัฐนั้น อันแสดงถึงความจงรักภักดีต่อประเทศไทย และ ( ๔ ) อาศัยอยู่ในดินแดนที่รัฐได้มาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตแห่งรัฐ

ดังนั้น จะเห็นว่า อาจารย์อายุไม่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับประเทศไทยเลย แต่ปรากฏมีความเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิดกับประเทศไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ
(๑) อาจารย์อายุมีสามีและบุตรซึ่งมีสัญชาติไทย และ (๒) อาจารย์อายุมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมาเกือบ ๕๐ ปี จนมีความกลมกลืนอย่างไม่ต้องสงสัยกับสังคมไทย

จะเห็นว่า แม้อาจารย์อายุจะมีจุดเกาะเกี่ยวทางกฎหมายกับประเทศพม่าโดยการเกิดเพราะว่าเกิดในประเทศพม่าจากบิดามารดาที่มีสัญชาติพม่า แต่ในวันนี้ อาจารย์อายุมิได้มีความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงกับประเทศพม่าเลย เนื่องจากเธอได้เดินทางออกมาจากประเทศพม่าตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ และความผูกพันทางใจก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยกับประเทศดังกล่าว เพราะผู้บริหารรัฐพม่ามิได้ยอมรับให้ครอบครัวของอาจารย์อายุแต่อย่างใด

จะเห็นว่า อาจารย์อายุมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงทั้งโดยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงกับประเทศไทยเท่านั้น

จึงสรุปได้ต่อไปว่า มีความเหมาะสมแล้วใช่ไหมที่จะให้สัญชาติไทยแก่อาจารย์อายุ คนหนีภัยความตายจากแผ่นดินพม่าสู่แผ่นดินไทย เพราะแม้เธอจะเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนไร้สัญชาติโดยข้อเท็จจริง แต่เธอเป็นภริยาของชายสัญชาติไทย เป็นแม่ของชายไทยสองคน และเป็นครูของเด็กและเยาวชนไทยมากว่ายี่สิบปี คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เธอเป็น “ กำลังของแผ่นดินไทย ” แล้วนี่นา

ความเป็นได้ทางกฎหมายที่จะให้สัญชาติไทยแก่อาจารย์อายุ นามเทพ

กฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลในปัจจุบัน กล่าวคือ พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ ยอมรับให้คนต่างด้าวจะร้องขอมีสัญชาติไทยภายหลังการเกิดได้ใน ๒ สถานการณ์ กล่าวคือ เมื่อสมรสกับชายไทย ( มาตรา ๙ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ ) และเมื่อแปลงสัญชาติเป็นไทย ( มาตรา ๑๒ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ )

เมื่อสามีไทยของอาจารย์อายุเสียชีวิตลงแล้ว อาจารย์อายุจึงไม่อาจจะร้องขอสัญชาติไทยโดยการสมรสตามมาตรา ๙ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ จึงเหลือหนทางเดียวที่อาจารย์อายุจะมีสัญชาติไทยกล่าวคือ การแปลง สัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๒ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ เท่านั้น

มาตรา ๑๐ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ กำหนดให้คนต่างด้าวทั่วไปที่ต้องการแปลง สัญชาติเป็นไทย อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ ถ้ามีคุณสมบัติ ๕ ประการดังต่อไปนี้

( ๑ ) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและตามกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
( ๒ ) มีความประพฤติดี
( ๓ ) มีอาชีพเป็นหลักฐาน
( ๔ ) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และ
( ๕ ) มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กล่าวคือ พูดได้ฟังเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเขียนได้

นอกจากนั้น พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘ กำหนดยอมรับให้คนต่างด้าว ๒ ประเภทอาจแปลงสัญชาติเป็นไทยได้โดยการใช้เงื่อนไขพิเศษ กล่าวคือ คนต่างด้าวที่บรรลุนิติภาวะแล้วหากมีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศไทย ประเภทหนึ่ง (มาตรา ๑๑ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘) และคนต่างด้าวที่ยังเป็นผู้เยาว์หากบุพการีแปลงสัญชาติเป็นไทย อีกประการหนึ่ง (มาตรา ๑๒ วรรค ๒ แห่ง พ . ร . บ . สัญชาติ พ . ศ . ๒๕๐๘)

คนต่างด้าวที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศไทย ก็คือ ( ๑ ) ได้กระทำความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทย หรือได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ราชการ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร ( ๒ ) เป็นบุตรหรือภริยาของผู้ที่ได้แปลงสัญชาติเป็นไทย หรือของผู้ที่ได้คืนสัญชาติไทย ( ๓ ) เป็นผู้ได้เคยมีสัญชาติไทยมาก่อน และ

เงื่อนไขพิเศษที่ได้รับ ก็คือ อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ ถ้ามีคุณสมบัติเพียง ๓ ประการแรก ของเงื่อนไขที่มาตรา ๑๐ กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนาเป็นเวลา ๕ ปี ในประเทศไทย ก่อนร้อง ขอแปลงสัญชาติเป็นไทย และโดยไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพูดและฟังภาษาไทยได้

แต่จะเห็นว่า หากจะพิจารณาคุณานูปการที่อาจารย์อายุสอนดนตรีให้แก่นักศึกษาไทยมายาวนาน อาจารย์อายุก็จะมีข้อเท็จจริงที่ทำให้อาจใช้สิทธิร้องขอแปลงสัญชาติไทยภายใต้เงื่อนไขพิเศษ อาจารย์อายุจึงต้องร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยภายใต้เงื่อนไขทั่วไปตามมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แต่อย่างไรก็ตาม อำนาจในการอนุญาตให้สัญชาติไทยเป็นอำนาจดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น

จึงสรุปได้ว่า มีความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่รัฐไทยจะให้สัญชาติไทยแก่อาจารย์อายุ คนหนีภัยความตายจากแผ่นดินพม่า ซึ่งเติบโตและอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้จนถึงปัจจุบัน
click ดูที่มาของข้อมูลส่วนนี้

(จากแหล่งข้อมูลที่ 4)

จดหมายจากใจของลูก…
ที่ต้องการมอบของขวัญที่แม่หามันมาตลอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้
คือ ..บัตรประชาชนคนไทย..

จดหมายที่ลูกเขียนถึงผู้นำสูงสุดของประเทศไทย...
เป็นอีกทางหนึ่ง เท่าที่ลูกจะคิดออกว่า จะมีใครช่วยเหลือแม่ของตนได้บ้าง
แต่ก็เป็นจดหมายที่ไม่แน่ใจว่าผู้รับจะได้อ่านจดหมายนี้หรือเปล่า...

“ กินใจจริง ๆ ”

ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘

เรียนท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพ

ผม เรมีย์ นามเทพ อายุ ๒๕ ปี มีอาชีพเป็นอาจารย์สอนดนตรี (คลาสสิก) และน้องชาย ศิลา นามเทพ อายุ ๒๓ ปี เป็นนักดนตรีอาชีพ พวกผม ๒ คนพี่น้องจบการศึกษาขั้นปริญญาตรี ศศ.บ. (ดุริยศิลป์) เกียรตินิยมอันดับ ๑ จากมหาวิทยาลัยพายัพ

ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ คนที่ดูแลเรามาตลอดก็คือคุณแม่ (นางอายุ นามเทพ) เพราะคุณพ่อได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เราเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณแม่ได้เลี้ยงเรามาอย่างดี ไม่ให้ได้บกพร่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ หรือทางด้านจริยธรรม แม่ส่งเราเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี คือโรงเรียนปรินส์รอยแยล วิทยาลัย และต่อจนจบมหาวิทยาลัยตามลำพัง แม้จะต้องเหนื่อยยากลำบาก เพราะเราเป็นเพียงคนฐานะปานกลางเท่านั้น แต่ที่ยากกว่าคนฐานะปานกลางครอบครัวอื่นก็คือ แม่เป็นคนไร้สัญชาติด้วย แต่อาศัยที่แม่เป็นเรียนดี มีความสามารถทางด้านดนตรี จึงได้งานเป็นอาจารย์สอนดนตรีส่งเสียเราจนจบ มีงานที่ดีทำทุกวันนี้

ปัญหาที่แม่เป็นคนไร้สัญชาติ ได้ส่งผลกระทบถึงพวกผมในช่วงที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่หลายครั้ง เช่น ตอนที่เราสองคนพี่น้องอายุ ๑๓ , ๑๑ ขวบ เราเคยได้รับคัดเลือกให้เข้าในคณะนักร้องประสานเสียงสยช. ไปที่ฟิลิปปินส์ คราวนั้นเราเกือบจะไม่ได้ไปแล้ว เพราะแม่ไม่มีเอกสารยืนยันตนจากทางราชการเพื่อเซ็นรับรองเรา แต่ก็ยังโชคดีที่งานครั้งนั้น ประธานของคณะนักร้องเยาวชนไทยคือ ดร.สายสุรีย์ จุติกุล ท่านช่วยรับรองให้ แต่ต่อมา ตอนที่ผมอายุ ๑๖ ปี อาจารย์ที่สอนเปียโนผม คือ Miss Jamie Shark ได้ติดต่อให้ผมไปร่วม Music Camp สำหรับเยาวชนดนตรีที่อเมริกา แต่ก็มาติดที่ปัญหาเดิมอีก คุณแม่ไปติดต่อที่ตม. แต่ก็กลับได้รับคำแนะนำมาว่า ให้อยู่เงียบๆ อย่างนี้ก็ดีแล้ว ขืนโวยวายเรียกร้องมากมาย พวกผมอาจจะถูกถอนสัญชาติก็ได้ แม่ก็เลยต้องกลับมาอยู่เงียบๆ อย่างที่เขาบอกเพื่อไม่ให้พวกผมเดือดร้อน แต่ความจริง ก็เดือดร้อนไปแล้ว เพราะผมก็พลาดโอกาสที่ดีในครั้งนั้นไป ผมจึงต้องหาทางออกด้วยการหาโอกาสเท่าที่จะมีได้ในเมืองไทยเท่านั้น ผมได้เข้าร่วมการแข่งขันดนตรีในประเทศไทยหลายครั้ง เคยได้แชมป์อิเลคโทนประเทศไทย ๒ ครั้งซ้อน น้องชายผมก็ตั้งวงดนตรี เคยได้รับรางวัล ที่ ๓ ของรายการ Nescafe Open Up ครั้งที่ ๒ ระดับประเทศ

ปัจจุบันผมกับน้องชายก็บรรลุนิติภาวะแล้ว มีบัตรประชาชนโดยถือสัญชาติตามบิดาทั้ง ๒ คน และผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้ว แต่แม่ก็ยังมีปัญหาเดิมคือ เหมือนคนไร้ตัวตนอยู่ ตอนนี้คุณแม่กำลังดำเนินการเพื่อขอสัญชาติไทยอยู่ แต่ก็ติดขัดตรงที่ไม่มีใบแสดงตน ไม่อาจทำอะไรคืบหน้าได้เลย เราอยากจะตอบแทนพระคุณคุณแม่บ้างที่ได้ลำบากมาเพื่อเรามานาน จึงได้เขียนจดหมายนี้มาถึงท่านนายกฯ ตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากอาจารย์ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ให้ร้องขอบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เพื่อให้คุณแม่ได้สามารถใช้แสดงตน ผมอยากให้แม่ได้รับรางวัลชีวิตบ้าง เป็นของขวัญวันแม่ที่ผมและน้องอยากหาให้ที่สุดครับ

พวกผมทั้งสองคนหวังว่าท่านนายกฯ จะเห็นใจและรับพิจารณาเรื่องนี้ อย่างน้อยก็เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นทั้งแม่และพ่อให้เราสองคนพี่น้องมาตลอดยี่สิบห้าปีนี้ และเป็นแม่ของลูกศิษย์ดนตรีอีกมากมายทั่วประเทศ ทั้งในวงการศิลปินและดนตรีศาสนา

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง
นายเรมีย์ - นายศิลา นามเทพ

click ดูที่มาของข้อมูล(มีข้อมูลกระทู้สำหรับผู้ติดตามให้กำลังใจด้วย)

ใครอยากจะ comment ในบ้านเองก็เชิญที่หน้านี้ครับ click (เป็นหน้า violinandpiano.pantown.com เอง)

_________________________________________________________________________

นกสรศักดิ์ได้ไปเยี่ยมอาจารย์อายุที่เชียงใหม่ล่าสุดวันที่ 18 พค.2549


..." ไปถึง อ.อายุ โชว์เอกสารรวมเล่ม หนาประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ให้ดู
นั่นคือ เอกสารที่ดำเนินการด้าน ขอสัญชาติ ในแต่ละครั้งที่สะสมมานานหลายปี "...
ตอนที่ไปเยี่ยมแกที่บ้าน เมื่อไม่นานมานี้ 18 พ.ค. 2549

หน้าตาเอกสารเป็นดังนี้

_____________________________________________________________________________
เพิ่มเติมจาก www.bannok.com forward mail " ส่งต่อหน้าเว็บนี้ให้คนที่รักอาจารย์ให้มากที่สุด"
เพิ่มเติมจากhttp://www.archanwell.org/
กระทู้ที่เราเพิ่มเติมให้กำลังใจอย่างเป็นรูปธรรม click

หาดูเวปตอนกลางคืน แนะนำให้กด F5 บ่อย ๆ เพราะอาจจะกำลัง update ข้อมูลอยู่

ดูรูปแสดงล่าสุดที่โรงแรมอโนมาคืนวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 click



โปรดติดตามต่อไป